พาลูกน้อยห่างไกลไข้หวัดใหญ่

ฤดูฝน อาจมีข้อดีในการช่วยฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศ แต่ในทางกลับกันฤดูนี้จะ กระจายความเปียกชื้นไปทั่วทุกพื้น กลายเป็นฤดูร่าเริงของเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด โรคหน้าฝนในเด็ก

เพราะเหตุใด ลูกน้อย ของคุณ จึงมีความเสี่ยงในการเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในช่วงหน้าฝน นั่นก็สืบเนื่องมาจากภูมิต้านทานร่างกายของพวกเขายังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ ทำให้มีความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่ายกว่า

โดยหนึ่งในโรคที่นิยมแวะเวียนมาหาลูกน้อยของคุณในฤดูฝน ย่อมหนีไม่พ้น “ไข้หวัดใหญ่” โรคที่พบบ่อยในทุกเพศทุกวัย และพบเกือบทั้งปี เพราะไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น แต่จะเป็นเยอะกันในหน้าฝน

ซึ่งการที่เราพบเห็นโรคไข้หวัดใหญ่จนชินชา ทำให้เรามองข้ามความอันตรายของโรคร้ายชนิดนี้ไป เพราะหากเกิดขึ้นในเด็ก จะไม่หยุดแค่ตัวร้อน 2-3 วัน เนื่องจากด้วยภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง ทำให้มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต

แถมประเทศไทยยังเป็นประเทศที่พบไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่ๆ อยู่เสมอ อาทิเช่นไข้หวัดนก ที่กลายพันธุ์เป็น ไข้หวัดใหญ่2009 ในเวลาต่อมา แถมได้รับเชื้อจากสัตว์บริโภคอย่าง หมู หรือ ไก่ ด้วย

กล่าวคือ ไข้หวัดใหญ่ เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสที่อยู่ในอากาศหรือสารคัดหลั่ง ทั้งน้ำมูก น้ำลาย หรือการไอ จามใส่กัน เมื่อเด็กสูดเข้าไปก็จะทำให้ติดเชื้อได้

ส่วนวิธีการสังเกตว่า ลูกน้อย เป็น ไข้หวัด หรือ ไข้หวัดใหญ่ สังเกตได้จากตัวเด็กจะมีไข้สูงมาก คัดจมูก เจ็บคอ ปวดหัวมาก อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว หรือรุนแรงกว่านี้ในเด็กเล็ก หรืออาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ปอดอักเสบ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ

ดังนั้น ทันทีที่ลูกเริ่มมีอาการของไข้หวัดใหญ่ สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องทำคือให้เด็กนอนพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และกินยาลดไข้อย่างน้อยทุก 6 ชั่วโมง เพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นต่างๆ เพราะโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส การให้ยาปฏิชีวะจึงไม่มีผล

แต่หากลูกมีอาการติดเชื้อแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น มีไข้สูง กินอาหารไม่ได้ ไอเยอะ มีเสมหะข้นสีเหลืองหรือสีเขียว ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อให้หมอวินิจฉัยอาการเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้อาการร้ายแรงจนเกิดอันตรายต่อชีวิต

ขณะที่การป้องกันก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่ไม่ให้ลูกไปคลุกคลีอยู่กับคนที่ป่วย หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ หรือใส่ผ้าปิดปากเพื่อป้องกันเชื้อเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่

หรือไม่ก็ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สามารถฉีดให้กับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งการฉีดในแต่ละครั้งจะสามารถป้องกันโรคได้นานถึงหนึ่งปี และช่วงเวลาที่ควรฉีด คือช่วงก่อนเข้าฤดูฝน เพราะเป็นช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายที่สุดนั่นเอง…

ผลกระทบการฉีดวัคซีนให้ลูกน้อย

 

การฉีดวัคซีนย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง หรือเกิดอาการแพ้ได้เช่นเดียวกับยาทั่วไป เพียงแต่เล็กน้อยเท่านั้น หากเทียบกับความรุนแรงที่เกิดจากการติดเชื้อโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน

 ผลข้างเคียงของวัคซีนแต่ละชนิด มีอะไรบ้าง  

         วัคซีนป้องกันวัณโรคบีซีจี หลังฉีดจะมีตุ่มนูน 6-8 มิลลิเมตรและจะหายไปได้เอง ซึ่งในช่วงประมาณ2 สัปดาห์ ตุ่มจะนูนแดงและแตกเป็นแผล มีหนอง อาจเป็นๆ หายๆ ถึง 6 สัปดาห์จึงหายไป สิ่งสำคัญคือคุณแม่ห้ามบ่งหนองออก ให้ใช้สำลีสะอาดชุบน้ำเกลือ Normal Saline Solution เช็ดที่แผลเบาๆ จนกว่าแผลจะสะอาด และเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 70 รอบๆ แผลอีกครั้ง นอกจากนี้ อาจพบต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ หรือขาหนีบโต และกระดูกอักเสบได้

        วัคซีนโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน หลังฉีดยาประมาณ 3-4 ชั่วโมง อาจมีอาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณที่ฉีด จะมีอาการไม่เกิน 2 วัน บางครั้งพบมีก้อนไตแข็งใต้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดยา สาเหตุจากการระคายเคืองสารที่ผสมในวัคซีน ให้คุณแม่ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณดังกล่าว และจะหายได้เองภายใน 1-2 เดือน หากมีไข้ให้รับประทานยาลดไข้ ในกรณีแพ้วัคซีนไอกรน เด็กจะมีไข้สูงเกิน 40.5องศาเซลเซียส ร้องไห้นานเกิน 3 ชั่วโมง หรือกรีดร้องเสียงแหลม มีอาการช็อกภายใน 48 ชั่วโมง หรือชักภายใน 3 วัน หากพบอาการสงสัยว่าเด็กแพ้วัคซีนไอกรนให้รีบพาไปพบแพทย์

 

หัด หัดเยอรมัน คางทูม หลังฉีดวัคซีนเด็กอาจมีไข้ช่วงวันที่ 5-12 หลังการฉีด อาจจะมีผื่นแดงพร้อมกับอาการไข้ คล้ายการออกหัดแต่ผื่นขึ้นน้อยกว่า อาการจะคงอยู่ประมาณ 2 วันก็จะหายไป บางรายมีอาการคล้ายเป็นหวัด บางรายมีอาการปวดตามข้อร่วมกับอาการไข้ต่ำๆ ในช่วงวันที่ 8 -12 หลังฉีดยาและอาการจะคงอยู่ประมาณ 1-3 วันก็จะหายไป บางรายมีต่อมน้ำเหลืองต้นคอโต และมีผื่นจางๆ ร่วมด้วย เมื่อเด็กมีไข้ให้รับประทานยาลดไข้ เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อลดไข้ อาการผื่นขึ้น ปวดตามข้อ ต่อมน้ำเหลืองต้นคอโต เกิดจากผลข้างเคียงของยา และจะหายได้เอง

         วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี เด็กอาจมีไข้ (พบประมาณร้อยละ10) อ่อนเพลีย ไม่สบาย ในกรณีที่มีไข้สูง ซึม หรือมีผื่นลมพิษ หรืออาการอื่นใด ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที นอกจากนี้ อาจมีอาการปวดบวมแดง ขณะฉีด (พบได้ร้อยละ20) แต่จะหายได้เองในเวลา 2-3 วัน

         วัคซีนเยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิบ (Haemophilusinfluenzae B) อาจพบอาการไข้ต่ำๆ ปวดบวมแดง อาการมักไม่รุนแรง และไม่เกิน 24 ชั่วโมงคุณแม่สามารถใช้เจลเย็น หรือผ้าห่อน้ำแข็งประคบบริเวณที่ปวดบวม

         วัคซีนตับอักเสบบี HBV (HepatitisB) อาการข้างเคียงพบได้น้อยมาก อาจมีอาการเจ็บแสบขณะฉีด หรือไข้ต่ำๆ และพบอาการแพ้รุนแรงได้ แต่พบน้อยมาก

         วัคซีนอีสุกอีใส จะมีอาการบวม เจ็บ แสบบริเวณที่ฉีดวัคซีน มีไข้ต่ำๆ อาจพบผื่นแดง หรือตุ่มน้ำใสเล็กน้อย ภายใน 5-26 วัน แต่ไม่แนะนำให้กินยาลดไข้ดักทันทีหลังรับวัคซีนโดยที่เด็กยังไม่มีไข้

         วัคซีนไข้หวัดใหญ่ พบน้อยในเด็กต่ำกว่า 13 ปี และจะพบภายใน 6-24 ชั่วโมง อาจพบอาการแพ้เฉียบพลันได้ในคนที่มีการแพ้ไก่หรือไข่แบบรุนแรง และพบอาการปลายประสาทอักเสบเฉียบพลัน แต่พบได้น้อยมาก หรือแทบไม่พบเลย

         วัคซีนโรต้า (ใช้หยอดทางปาก เริ่มที่อายุ 2 เดือน) เด็กอาจมีไข้ เบื่ออาหาร อาเจียน งอแง ถ่ายเหลวควรให้อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น โดยเฉพาะบริเวณซอกคอ ข้อพับต่างๆเพื่อปรับลดอุณหภูมิในร่างกาย

 …

โยคะท่าเด็กช่วยประโยชน์อื้อไม่เจ็บไม่ทรมาน

โยคะท่าเด็กหรือโยคะท่าเด็กหมอบ เป็นท่าที่ทำตามได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับมือใหม่ที่กำลังหัดเล่นโยคะสุด ๆ แต่จะมีประโยชน์อะไรบ้าง

เชื่อว่าหลาย ๆ คนรู้กันอยู่แล้วว่าท่าโยคะแต่ละท่ามีประโยชน์มากมาย แถมบางท่ายังทำตามได้ง่าย ๆ อย่างเช่น ท่าเด็กหมอบ (Child’s Pose) ที่แค่เรานั่งก้มตัวลงไปข้างหน้า ก็ช่วยมอบประโยชน์ดี ๆ ให้สุขภาพร่างกายได้อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าท่านี้จะมีประโยชน์อะไรบ้าง วันนี้เราก็มีข้อมูลมาฝากค่ะ แต่ก่อนอื่นไปดูวิธีทำท่าเด็กหมอบที่ถูกต้องกันก่อนดีกว่า

 

วิธีฝึกโยคะท่าเด็กหมอบ Balasana (Child’s Pose)

  1. นั่งคุกเข่าเท้าชิดกัน เหยียดปลายเท้าและข้อเท้าไปด้านหลัง โดยนั่งบนส้นเท้า
  2. หายใจออกพร้อมก้มตัวลง แล้ววางหน้าผากลงบนพื้น คอตรงไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ก้นอยู่บนส้นเท้า หากก้มไม่ได้ให้ยกก้นเล็กน้อย
  3. เหยียดแขนสองข้างขึ้นไปเหนือศีรษะให้ได้มากที่สุด แล้วกดฝ่ามือลงแนบกับพื้น หรือจะกำมือหลวม ๆ แล้วหงายมือขึ้น เหยียดแขนสองข้างไปที่ปลายเท้าให้มากที่สุด ค้างท่าไว้ 30 วินาทีแล้วจึงคลายท่า

อย่างไรก็ตาม แม้ท่านี้จะดูทำง่าย ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นคือ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีอาการท้องร่วง และคนที่ปวดเมื่อยเข่าและกล้ามเนื้อขา ไม่ควรทำท่านี้นะคะ เพราะเป็นท่าที่ต้องก้ม อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือผู้มีอาการปวดท้อง และกล้ามเนื้อ มีอาการปวดที่หนักขึ้นหรือเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้ เอาล่ะ ได้รู้วิธีฝึกไปแล้ว ทีนี้เราไปดูกันว่า โยคะท่าเด็กมีดีตรงไหนบ้าง

  1. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

เมื่อก้มลงทำท่าเด็กหมอบจะทำให้ท้องเราแนบติดกับต้นขา แล้วพอเราหายใจเข้า-ออกช้า ๆ ก็เปรียบเสมือนเรากำลังนวดอวัยวะภายในช่องท้องไปในตัว ซึ่งสามารถทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น แถมยังเป็นการนวดลำไส้ช่วยขับลมที่อยู่ในร่างกายอีกด้วย

 

  1. ช่วยยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

 

ท่าเด็กหมอบเป็นท่าโยคะที่ช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณหลังช่วงล่าง สะโพก ต้นขา และข้อเท้า ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นผ่อนคลาย มีการยืดหยุ่น และเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้น

 

  1. บรรเทาอาการปวดหลัง

 

ถ้าต้องนั่งทำงานนาน ๆ แนะนำให้ทำโยคะท่าเด็กหมอบเลยค่ะ เพราะการนั่งนาน ๆ จะทำให้เราปวดหลังช่วงล่าง สะโพก และต้นขาได้ เนื่องจากส่วนต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนที่รองรับน้ำหนักของเราเวลานั่ง ซึ่งถ้าไม่อยากให้ปวด เราต้องยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณนั้นให้มาก ๆ โดยท่าเด็กหมอบถือเป็นตัวช่วยที่ดีสุด ๆ เพราะสามารถยืดกล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นและผ่อนคลายมากขึ้นทั้งบริเวณหลังช่วงล่าง สะโพก ต้นขา และข้อเท้า เรียกได้ว่าแค่ท่าเดียวก็ช่วยให้หายปวดได้ครบทุกส่วนเลย…