สัญญาณต่างๆที่บ่งบอกว่าคุณกำลังจะเป็นคุณแม่มือใหม่

หลายคนรู้สึกกังวล
โดยเฉพาะกับฝ่ายหญิงในเรื่องของการตั้งครรภ์มีบุตรต่างๆ
บ้างก็ไม่แน่ใจ โดยเฉพาะกับคุณแม่มือใหม่
ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองว่าตั้งท้องแล้วหรือยัง และสงสัยว่าจะรู้ได้อย่างไร
วันนี้เรามีวิธีการสังเกตตัวเองอย่างง่ายว่าคุณต้องครรภ์หรือไม่มาฝากกั

1.มีเลือดไหลเล็กน้อยที่ปากช่องคลอด
ในช่วงเวลาหนึ่งของรอบเดือน หมายถึง
หลังจากคุณหมดประจำเดือนไปแล้วประมาณ 8 – 10 วัน
และเมื่อถึงกำหนดมีประจำเดือนครั้งต่อไป
พบว่ามีเลือดไหลกะปริดกะปรอยออกมาจากช่องคลอดเป็นจุดสีชมพูจาง
ๆ นี่ก็คือสัญญาณแรกที่คุณกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ
2.ฐานเต้านมมีสีเข้มขึ้นคัดหน้าอก
สำหรับวงแรกของการตั้งครรภ์
คุณอาจจะเริ่มสังเกตเห็นว่าฐานรอบ ๆ หัวนมมีสีที่เข้มขึ้น
และขยายกว้างมากขึ้น ซึ่งมีความเชื่อที่ว่า
สีเข้มนี้จะช่วยให้ทารกเกิดใหม่หาหัวนมดูดได้ง่าย
นอกจากนี้คุณยังสังเกตได้อีกด้วยว่า
เส้นเลือดบริเวณเต้านมกับตุ่มรอบหัวนมเล็ก ๆ
ที่กระจายไปตามฐานนมมีจำนวนและขนาดที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ยังมีอาการคัดหน้าอก ช่วงเวลาประมาณ 1
สัปดาห์หลังจากการคลาดเคลื่อนของประจำเดือน
คุณอาจจะมีความรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอก เจ็บบริเวณหัวนม
และสังเกตเห็นหน้าอกบวมใหญ่ขึ้น เหมือนกำลังจะมีรอบเดือน
ซึ่งอาการเหล่านี้จะพบก็ต่อเมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์อ่อน ๆ ได้ 3 สัปดาห์
3.ปัสสาวะบ่อยขึ้น
ในช่วงที่แม่จะปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
เนื่องจากปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น และมดลูกเริ่มโตขึ้น
ทำให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกมากกว่าปกติ

จนทำให้ไตกลั่นกรองปัสสาวะเพิ่มขึ้น
ร่างกายจึงปรับตัวให้มีเลือดเพิ่มขึ้น
เพื่อกระตุ้นให้เลือดผ่านไตมากกว่าเดิม
จึงส่งผลให้ไตกลั่นกรองปัสสาวะออกมากขึ้น
4.มีอาการแพ้ท้อง
โดยจะเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ
และมีน้ำลายมากกว่าปกติจะพบอาการมากในช่วงเช้า
ซึ่งอาการเวียนหัวเกิดจากร่างกายคุณแม่ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ
ปริมาณของเลือดที่ไหลเวียนมากขึ้น มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
ทำให้หัวใจทำงานหนัก แต่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
เนื่องจากเลือดจำนวนมากถูกกักอยู่ในช่องท้อง
เพื่อใช้เลี้ยงทารกในครรภ์
5.ประจำเดือนขาด
ร่างกายปกติของผู้หญิงที่สมบูรณ์แข็งแรง
จะไม่มีความผิดปกติเกี่ยวกับประจำเดือนไม่มาอย่างแน่นอน
หากคุณพบว่า คุณไม่มีประจำเดือน
พร้อมกับมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นด้วย
คุณต้องคิดเลยว่าร่างกายของคุณต้องมีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในนั้นอย่างแน่น
อน
ซึ่งถ้าหากไม่แน่ใจก็สามารถใช้การทดสอบการตั้งครรภ์การทดสอบการ
ตั้งครรภ์ เป็นเรื่องสุดท้ายที่จะบอกได้ว่าคุณมีบุตรแล้ว แต่หลายๆ
คนอาจจะยังไม่แน่ใจ
แนะนำให้ไปตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
น่าจะให้คำตอบที่ชัดเจน และยืนยันกับสิ่งต่างๆได้…

คุณแม่อยากหุ่นดีต้องเล่นโยคะท่าเด็ก

โยคะท่าเด็กหรือโยคะท่าเด็กหมอบ เป็นท่าที่ทำตามได้ไม่ยาก
เหมาะสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังหัดเล่นโยคะสุด ๆ แต่จะมีประโยชน์อะไรบ้าง

เชื่อว่าหลาย ๆ คนรู้กันอยู่แล้วว่าท่าโยคะแต่ละท่ามีประโยชน์มากมาย
แถมบางท่ายังทำตามได้ง่าย ๆ อย่างเช่น ท่าเด็กหมอบ (Child's Pose)
ที่แค่เรานั่งก้มตัวลงไปข้างหน้า ก็ช่วยมอบประโยชน์ดี ๆ
ให้สุขภาพร่างกายได้อย่างคาดไม่ถึง
ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าท่านี้จะมีประโยชน์อะไรบ้าง วันนี้เราก็มีข้อมูลมาฝากค่ะ
แต่ก่อนอื่นไปดูวิธีทำท่าเด็กหมอบที่ถูกต้องกันก่อนดีกว่า

วิธีฝึกโยคะท่าเด็กหมอบ Balasana (Child's Pose)

1. นั่งคุกเข่าเท้าชิดกัน เหยียดปลายเท้าและข้อเท้าไปด้านหลัง โดยนั่งบนส้นเท้า

2. หายใจออกพร้อมก้มตัวลง แล้ววางหน้าผากลงบนพื้น
คอตรงไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ก้นอยู่บนส้นเท้า หากก้มไม่ได้ให้ยกก้นเล็กน้อย

3. เหยียดแขนสองข้างขึ้นไปเหนือศีรษะให้ได้มากที่สุด
แล้วกดฝ่ามือลงแนบกับพื้น หรือจะกำมือหลวม ๆ แล้วหงายมือขึ้น
เหยียดแขนสองข้างไปที่ปลายเท้าให้มากที่สุด ค้างท่าไว้ 30 วินาทีแล้วจึงคลายท่า

อย่างไรก็ตาม แม้ท่านี้จะดูทำง่าย ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นคือ สตรีมีครรภ์
ผู้ที่มีอาการท้องร่วง และคนที่ปวดเมื่อยเข่าและกล้ามเนื้อขา ไม่ควรทำท่านี้นะคะ
เพราะเป็นท่าที่ต้องก้ม อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือผู้มีอาการปวดท้อง
และกล้ามเนื้อ มีอาการปวดที่หนักขึ้นหรือเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้ เอาล่ะ
ได้รู้วิธีฝึกไปแล้ว ทีนี้เราไปดูกันว่า โยคะท่าเด็กมีดีตรงไหนบ้าง

1. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

เมื่อก้มลงทำท่าเด็กหมอบจะทำให้ท้องเราแนบติดกับต้นขา แล้วพอเราหายใจเข้า-
ออกช้า ๆ ก็เปรียบเสมือนเรากำลังนวดอวัยวะภายในช่องท้องไปในตัว
ซึ่งสามารถทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
แถมยังเป็นการนวดลำไส้ช่วยขับลมที่อยู่ในร่างกายอีกด้วย

2. ช่วยยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

ท่าเด็กหมอบเป็นท่าโยคะที่ช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณหลังช่วงล่าง สะโพก ต้นขา
และข้อเท้า ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นผ่อนคลาย มีการยืดหยุ่น
และเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้น

3. บรรเทาอาการปวดหลัง

ถ้าต้องนั่งทำงานนาน ๆ แนะนำให้ทำโยคะท่าเด็กหมอบเลยค่ะ เพราะการนั่งนาน
ๆ จะทำให้เราปวดหลังช่วงล่าง สะโพก และต้นขาได้ เนื่องจากส่วนต่าง ๆ
เหล่านี้เป็นส่วนที่รองรับน้ำหนักของเราเวลานั่ง ซึ่งถ้าไม่อยากให้ปวด
เราต้องยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณนั้นให้มาก ๆ
โดยท่าเด็กหมอบถือเป็นตัวช่วยที่ดีสุด ๆ
เพราะสามารถยืดกล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นและผ่อนคลายมากขึ้นทั้งบริเวณหลังช่วงล่า
ง สะโพก ต้นขา และข้อเท้า
เรียกได้ว่าแค่ท่าเดียวก็ช่วยให้หายปวดได้ครบทุกส่วนเลย…

พ่อแม่ 3 แบบ ที่ลูกไม่โอเค

ในยุคที่สังคมการใช้ชีวิตมีความเปลี่ยนแปลงเท่ากับความเร็วของสัญญาณ wifi
และถึงแม้สถาบันครอบครัวจะดูเหมือนเป็นหน่วยเล็ก ๆ ในสังคมแต่ก็ไม่ควรที่จะมองข้าม เพราะเด็ก ๆ
จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของอนาคตนั้น พ่อแม่คือส่วนร่วมสำคัญที่สุด
เมื่อพ่อแม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อหน้าลูกซึ่งอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ก็สามารถส่งผลให้กับลูกได้

สังคมในปัจจุบันเริ่มเป็นที่น่ากังวลต่อลูกน้อยที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นมา หากพ่อแม่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี
นอกจากจะส่งผลต่อลูกทั้งทางจิตใจและด้านพฤติกรรมแล้ว ทำแบบนี้ระวังลูกจะไม่รักเอาหละ
แบบที่ 1 เป็นพ่อแม่จอมโกหก
ถึงแม้ว่าการหลอกลูกให้กลัวเพื่อให้ลูกได้ยอมทำตาม เช่น ถ้าไม่ทำแบบนี้เดี๋ยวตุ๊กแกจะมากินตับ
ตำรวจจะมาจับเด็กดื้อ ผีจะมาหลอก หรือหมอจะจับไปฉีดยา ฯลฯ จะเป็นการพูดที่ส่งต่อกันมานาน
แต่การพูดโกหกในลักษณะนี้จะสร้างความหวาดกลัวขึ้นให้กับลูก และส่งผลให้ลูกมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสิ่งรอบ ๆ ตัวได้
หรือแม้แต่การใช้ “คำสัญญา” หลอกว่าถ้าทำแบบนี้พ่อแม่สัญญาว่าจะพาไปเที่ยว จะซื้อของให้ ฯลฯ
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำตามที่รับปากเอาไว้ ซึ่งก็จะทำให้ลูกรู้สึกผิดหวัง
ดังนั้นการพยายามให้ลูกปฏิบัติในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการก็ไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องโกหกเสมอไป
แต่สร้างทางเลือกสำหรับลูกทางใดทางหนึ่งเพราะการโกหกอาจจะทำให้ลูกเลียนแบบและสะท้อนพฤติกรรมขี้โกหกก
ลับตามตัวอย่างที่เขาได้รับก็ได้
แบบที่ 2 เป็นพ่อแม่ไม่มีวินัย
ถึงแม้การแสดงออกบางอย่างอาจจะเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่รู้ตัวแต่เมื่ออยู่ในสายตาลูกก็อาจจะทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างที่ไ
ม่ดีและคิดว่าทำสิ่งเหล่านี้ได้ไม่เป็นไร เช่น การแซงคิวเข้าห้องน้ำ หรือจ่ายเงินซื้อของ
พฤติกรรมแบบนี้พ่อแม่จะส่งต่อให้ลูกกลายเป็นคนดีของสังคมยาก
ดังนั้นจึงไม่ใช่แต่เด็กที่พ่อแม่คอยสอนว่าต้องมีวินัย หากแต่เป็นพ่อแม่เองก็ควรปรับนิสัยไม่มีวินัย
สร้างเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกรัก และได้เรียนรู้พฤติกรรมดี ๆ ที่จะสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ
ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข
แบบที่ 3 เป็นพ่อแม่ละเมิดกฏกติกา
คนที่สร้างกฏกติกาประจำบ้านให้ลูก ๆ ปฏิบัติและทำตามก็คือพ่อแม่เอง
แต่บางครั้งพ่อแม่อาจจเผลอลืมและทำผิดกฏที่ตนเองเคยตั้งไว้ เช่น บอกลูกเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
และของใช้ในบ้านพ่อแม่กลับวางระเกะระกะ พ่อแม่สอนลูกให้รู้จักประหยัด แต่พ่อแม่กลับนำเงินไปใช้จ่ายสุรุยสุร่าย
เมื่อพ่อแม่มีพฤติกรรมเช่นนี้สิ่งที่ตามมาคือ ลูกจะพยายามฝ่าฝืนกฎของบ้านบ้าง
ไม่ใช่เพราะลูกดื้อแต่เป็นเพราะพ่อแม่ละเมิดกฏกติกาของบ้านให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง

ดังนั้นพ่อแม่ควรทำสิ่งที่เป็นตัวอย่างดี ๆ ให้ลูกเห็น
หรือพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในกฏกติกาที่ได้ตั้งไว้ภายในบ้าน
เพื่อลูกจะได้เห็นแบบอย่างที่น่ารักจากพ่อแม่ในทุก ๆ วัน…

5 วิธีแก้ลูกติดแท็บเล็ต

1. กำหนดเวลาให้ชัดเจน
คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ควรตั้งข้อกำหนดเรื่องเวลาอย่างชัดเจน
ว่าลูกควรเล่นระยะเวลาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม เช่น
กำหนดให้ลูกเล่นแท็บเล็ตได้วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง และอาจเพิ่มเป็น 2
ชั่วโมงในวันหยุด เป็นต้น
อีกทั้งการกำหนดเวลาที่ชัดเจนยังเป็นการฝึกให้ลูกมีระเบียบวินัยตั้งแต่ยังเล็ก ๆ
อีกด้วย

2. ให้เล่นอย่างสมดุล
ข้อเสียอีกอย่างของการที่เด็กติดแท็บเล็ตก็คือจะทำให้เด็กขาดการปฏิสัมพันธ์กับค
รอบครัว เพื่อน ๆ และสังคม
อีกทั้งยังส่งผลให้การเล่นแบบใช้จินตนาการขาดหายไป
ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กลดลง
พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรจัดสรรเวลาให้ลูกเล่นแท็บเล็ตอย่างสมดุล
ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ร้องเพลง เต้น
วาดรูป หรือเล่นกับเพื่อน ๆ เพื่อให้ลูกมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับผู้อื่นบ้าง

3. ทำความเข้าใจเรื่องความเป็นเจ้าของ
พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่เมื่อเห็นว่าลูกอยากได้แท็บเล็ตก็มักจะตามใจซื้อให้ลูก
แต่สิ่งที่ตามมาคือลูกจะแสดงความเป็นเจ้าของ เมื่อพ่อแม่บอกให้หยุดเล่น
ลูกก็มักจะไม่พอใจ โกรธ บางครั้งอาจแสดงอารมณ์รุนแรงได้ ดังนั้น
คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจ และยังต้องคงความเป็นเจ้าของ
แต่ให้สิทธิ์ลูกในการเล่น

4. สอดส่อง ดูแล เอาใจใส่
แม้ว่าจะมีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเพิ่มทักษะให้เจ้าตัวน้อยแล้ว
แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้เล่นตามลำพัง เพราะหากใช้อย่างไม่เหมาะสม
ก็จะส่งผลเสียให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า
และทำให้เกิดปัญหาด้านการนอนหลับของลูกได้ ดังนั้น
จึงควรคอยดูว่าสิ่งที่ลูกเล่นอยู่คืออะไร

มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหนกับวัยของเด็ก พ่อ แม่
ผู้ปกครองจะต้องคอยชี้แนะให้กับลูก ว่าอะไรควรเล่นหรือไม่ควรเล่น
เพราะเด็กยังตัดสินใจเองได้ไม่มาก
และไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมสำหรับตัวเขา

5. เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก
ถ้าต่างฝ่าย ต่างก็หันหน้าเข้าหาอุปกรณ์ที่มีอยู่ในมือ
ก็จะทำให้ไม่มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างพ่อ แม่ ลูก
ทำให้เด็กขาดพัฒนาการทักษะด้านภาษาและการเข้าสังคม
คุณพ่อคุณแม่จึงควรต้องมีวินัยในตัวเองก่อน
หากคุณพ่อคุณแม่เองใช้สื่อเทคโนโลยีมากเกินไป
ก็จะกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ลูก
อีกทั้งยังส่งผลให้เวลาในการดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยลงตามด้วย…

คุณแม่ควรสังเกตพัฒนาการทารกแรกเกิดจนถึง 1 ขวบ

อย่างที่ทราบกันเด็กทารกในวัยแรกเกิด ต้องได้รับการดูแลอย่างดี
ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงแรกคุณแม่มักจะกังวลกับพัฒนาการของลูกว่าต้องเ
ป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งหากไปดูเด็กทารกของคุณแม่คนอื่นๆ
ที่มีพัฒนาการที่ดีกว่า ก็ยิ่งทำให้กังวลมากกว่าเดิมเข้าไปอีก
เพราะแน่นอนว่ากลัวและกังวลว่าลูกนั้นมีความผิดปกติอะไรหรือเปล่า
ทำให้ถึงมีพัฒนาการที่ช้ากว่าทารกคนอื่น

ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้คุณแม่นั้นหายเป็นกังวลได้นั้นควรที่จะศึกษาเกี่ยวกับพั
ฒนาการของเด็กแต่ล่ะอายุว่าเป็นอย่างไร
วันนี้เรามีมาฝากกันตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 1 ขวบ
อายุแรกเกิดจนถึง 3 เดือน
เป็นช่วงที่ลืมตาดูโลกแบบสดๆร้อนๆ
เด็กในช่วงวัยนี้ต้องรู้จักมองหน้า สบตาคุณแม่ได้ ตอบสนองต่อเสียงพูด
ทำเสียงในลำคอ และสามารถเคลื่อนไหวแขนขาทั้ง 2 ข้างได้ด้วย
เมื่อขับขึ้นมาเด็กจะเริ่มยิ้มตอบ ยิ้มทักทาย แสดงท่าทางดีใจที่แม่อุ้ม
ทำเสียงอืออา สนใจฟังเสียง และมองหาเสียง หากมีวัตถุเคลื่อนไหว
ส่วนวัยเข้าเดือนที่ 3 จะเริ่มคุ้นเคยมีการโต้ตอบกับคุณแม่
อายุ 3 เดือนจนถึง 6 เดือน
เมื่อผ่านช่วง 3-4 เดือน เด็กนั้นจะมีการโต้ตอบเช่นการยกมือ
และเริ่มค้นเคย
จากนั้นลูกน้อยจะเริ่มจำได้แล้วว่าใครคือคุณแม่หรือคุณพ่อ
มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่มากขึ้น เรียกชื่อแล้วได้ยินรู้เรื่องมากขึ้น
สามารถคลานได้อย่างคล่องตัว สนใจเสียต่างๆ รอบข้างมากขึ้น
อายุ 6 เดือนจนถึง 9 เดือน

ช่วงนี้เด็กจะเริ่มขึ้นมานั่งเองบ้างแล้ว นอกจากการนอนหรือคลาน
แต่อยากจะยังไม่สามารถทรงตัวได้เองมากนัก
ให้คุณแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด คุ้นเคยกับคุณแม่เป็นอย่างดี
ทำให้เขาเริ่มมีความรู้สึกกลัวคนแปลกหน้า
เพราะรู้เรื่องแล้วว่าใครเป็นใคร เนื่องจากระบบการจดจำที่ดีขึ้น
สามารถพูดออกมาได้เป็นคำๆ
และเริ่มจะงอแงมากขึ้นเมื่อไม่ได้ดั่งใจที่เขาต้องการ
อายุ 9 เดือนจนถึง 12 เดือน
พัฒนาการของลูกน้อยในวัยนี้จะรู้เรื่องมากขึ้น
ชอบที่จะสังเกตกับสิ่งรอบตัวเช่นเสียงเพลง
การหยิบอาหารขึ้นมาทานเอง ดูดนิ้ว, ตบมือ, พูดเป็นประโยคพริมพลับ
อาจจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่เขากำลังเรียนรู้เกี่ยวกับภาษา
สามารถที่จะเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการคลาน
ที่มักจะอยากรู้อยากเห็นอยากคลานไปตรงโน้นตรงนี้
คุณแม่ต้องระวังให้มาก เพราะอาจจะไปหยิบจับสิ่งอันตรายเช่นปลั๊กไฟ
หรือสิ่งต่างๆ เข้าไปปาก อาจจะทำให้อันตรายได้
นอกจากนี้ในส่วนของการเคลื่อนไหวเริ่มที่จะยืนได้แล้ว
เดินได้เล็กน้อยยังไม่แข็งแรง
หรือเรียกอีกอย่างคือช่วงกำลังตั้งไข่หรือยืนเอง
และเด็กในวัยนี้ยังมีการแสดงท่าทางต่างมากขึ้น เช่นการยกมือไหว้,
ตบมือ, บ๊ายบาย เป็นต้น…

การเป็นแม่ที่ดี – ควรทำอย่างไร

แม่ คือ ผู้ที่มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ให้ความรัก
ความอบอุ่นและความเมตตาต่อลูกเสมอ นับตั้งแต่เกิดจนโต
ซึ่งเชื่อว่าคุณผู้หญิงที่ได้เป็นแม่ แต่ละคนก็จะมีบุคลิก
และการเลี้ยงดูลูกของตนแตกต่างกันออกไป แล้วคุณจะเป็นแม่แบบไหน Amarin
Baby & Kids มี “แม่” ในแบบต่างๆ มาให้อ่านกัน
ข้อมูลอ้างอิงโดยกลุ่มประชาสัมพันธ์
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
ไปลองเทียบกันดูค่ะว่า ตัวของคุณ หรือ ความเป็นแม่ของคุณ
นั้นเป็นประเภทไหน หรือแบบใด ดังต่อไปนี้
เริ่มจาก แม่มือใหม่ หรือ หัดเลี้ยง โดย คุณแม่ประเภทนี้ คือ คุณแม่คนใหม่
ที่เพิ่งมีลูกเป็นคนแรก ดังนั้น จึงยังไม่คล่อง ทำอะไรไม่ค่อยถูก
ต้องคอยไปซักไปถามแม่ตัว (ย่า-ยาย) หรือแม่อื่นๆที่มีลูกมาก่อน
บ้างก็เปิดตำราเลี้ยงลูก หากลูกมีอะไรผิดแปลกไปนิด ก็จะวิตกกังวล กินไม่ได้
นอนไม่หลับ แม่มือใหม่ที่ลูกยังเล็กอยู่ ส่วนใหญ่จึงน้ำหนักลดได้เร็ว
เพราะอดหลับอดนอน หน้าตาอิดโรย ขอบตาดำคล้ำ ขณะเดียวกันหลายคน
หากเป็นแม่หัวสมัยใหม่
ก็มักต้องโต้เถียงกับคนเคยเป็นแม่มาก่อนทั้งหลายในเรื่องการเลี้ยงเด็ก เช่น
เมื่อเด็กปวดท้อง คุณแม่มือใหม่อาจพาไปหาหมอทันที แต่คุณแม่ คุณย่า-ยาย
อาจจะบอกให้ทาแค่มหาหิงค์ (คล้ายยาหม่องน้ำ) บริเวณสะดือเด็ก
ก็หายปวดแล้ว เป็นต้น
ต่อมาเป็น แม่ยอดกตัญญู โดยเขาบอกว่าคุณแม่ประเภทนี้
ลูกบังเกิดเกล้าใช้หรือขอให้ทำอะไรให้ คุณแม่ยอมทำให้หมด
บางครั้งลูกยังไม่ทันเอ่ยปาก แม่ก็รีบอาสาทำให้แล้ว ด้วยความรักลูก
กลัวลูกลำบาก หรือเสียใจ โดยเฉพาะกับลูกชาย
คุณแม่หลายๆคนจะรักแบบทูนหัวทูนเกล้า จนลูกสาวน้อยอกน้อยใจ
แต่ถ้าเป็นลูกคนเดียว แม่ก็มักจะตามอกตามใจจนเคยตัว
พอไม่ได้ดั่งใจก็จะโกรธ จะงอนแม่ จนแม่ยอดกตัญญูต้องเอาใจ และรีบทำให้
แม่กลุ่มนี้มีไม่น้อย ซึ่งจริงๆแล้ว
ควรสอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นบ้าง หากตามใจจนเคย

จะกลายเป็นคนเอาแต่ใจตัว เป็นที่รังเกียจของญาติโยม เพื่อนฝูง เพราะคนนอก
คงไม่มีใครรักลูก หรือเห็นลูกเราน่ารักเหมือนตัวเราผู้เป็นแม่แน่นอน
ปิดท้ายกันที่ แม่มากบารมี ซึ่งคุณแม่ประเภทนี้ มักมีเงินถุงเงินถัง
สามารถบริจาคทรัพย์หรือหาเงินให้สถานศึกษาของลูกได้มาก
ทำให้เกิดความเกรงอกเกรงใจมาถึงลูก หรือไม่บางคน
ตนเองหรือสามีก็มีตำแหน่งใหญ่โต มีอิทธิพล
บารมีก็แผ่มาถึงลูกให้ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ไม่ว่าจะในสถาบันการศึกษา
หรือสถานที่ที่ทำงาน คุณแม่กลุ่มนี้หลายคนก็น่ารัก น่าเคารพ
ทำให้ลูกยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ
และหลายสถานที่ก็อยากได้ลูกของคุณแม่กลุ่มนี้ไปเรียน หรือทำงานด้วย
เพราะทำให้โรงเรียนหรือหน่วยงานมีชื่อ เป็นที่รู้จักไปด้วย แต่คุณแม่มากบารมี
ควรจะสอนลูก อย่าอวดเบ่ง อวดดี อาศัยบารมีแม่มากเกินไป
เพราะจะทำให้เป็นที่หมั่นไส้ ไม่มีใครอยากคบเป็นเพื่อน
หรือได้เพื่อนก็ได้ประเภทไม่จริงใจ เพราะหวังเกาะบารมีของเรา และข้อสำคัญ
คุณแม่เอง ก็อย่าใช้บารมีของตนไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควรด้วย…

ข้อควรรู้ก่อนการเริ่มให้อาหารลูกน้อยวัย 6 เดือน

ทารกวัย 6 เดือน
เป็นวัยที่สามารถทานอะไรนอกเหนือจากนมแม่ได้แล้ว
ซึ่งอาหารที่ให้ลูกทานควรเป็นอาหารที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง
ๆ ของเขา และจะต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพ้อาหาร
ซึ่งนี้คือข้อควรรู้ก่อนที่คุณแม่จะเริ่มให้อาหารลูกน้อยวัย 6 เดือนทาน
1. เริ่มทานทีละน้อย
ควรเริ่มด้วยการทานทีละน้อยก่อน
เนื่องจากกระเพาะอาหารของลูกยังมีขนานเล็กและยังไม่ชินกับอาหารที่ไม่
ใช่น้ำนม เมื่อลูกคุ้นชินแล้วจึงค่อยเพิ่มปริมาณอาหาร

หากไม่แน่ใจว่าลูกสทานต่อได้ไหม
ให้สังเกตุดูว่าลูกหันหน้าหนีและดุนอาหารออกจากปากหรือไม่
2.เริ่มทานทีละอย่าง
เนื่องจากเป็นการทานอาหารครั้งแรกของลูก
เราจึงยังไม่ทราบว่าลูกมีอาการแพ้อาหารชนิดไหน
ดังนั้นควรให้ลูกทานอาหารอย่างเดียวกันติดต่อกัน 5 วัน
เพื่อเช็ดว่ามีอาการแพ้หรือเปล่า หากไม่มีจึงค่อยเปลี่ยนเป็นอาหารอย่างอื่น
3. เริ่มด้วยผักก่อนผลไม้
คุณแม่ส่วนมากจะเลือกให้ลูกทานกล้วยสุกเป็นอย่างแรก
ซึ่งนั้นเป็นความคิดที่ผิด เพราะจะทำให้ลูกไม่ยอมทานผัก
เนื่องจากติดรสชาติความอร่อย และความหวานของกล้วย
เราจึงควรเริ่มให้ลูกกินผักที่ย่อยง่ายอย่าง ฟักทอง, แครอท, หรือ ตำลึง
เป็นอย่างแรก
4. เริ่มด้วยปลาน้ำจืด
ปลาช่อน คือปลาที่แนะนำให้ทานเป็นอย่างแรก เพราะมีโอเมก้า 3 สูง
ซึ่งการที่ให้เริ่มด้วยปลาน้ำจืดก่อนเป็นอย่างแรก
ทั้งที่ปลาน้ำเค็มมีประโยชน์มากกว่า ก็เป็นเพราะเด็กวัย 6
เดือนนั้นมีโอกาสที่จะแพ้ปลาน้ำเค็มค่อนข้างสูงนั้นเอง
5.อย่าพึ่งปรุงรสชาติ
ควรเริ่มด้วยการทานอาหารที่ไม่มีการปรุงแต่รสชาติแต่อย่างใด
เพื่อให้ลูกเกิดความคุ้นชินกับอาหารที่เป็นธรรมชาติ
แต่ถ้าหากต้องการปรุงก็หลีกเลี่ยงการปรุงด้วยเกลือและน้ำตาลในปริมาณ
ที่มากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้

คุณแม่ที่กำลังมองหาอาหารให้ลูกน้อยทานก็อย่าลืมเอาคำแนะนำเหล่านี้ไ

ปลองใช้กันดูได้
มั่นใจได้เล่นว่าลูกน้อยจะต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแน่นอน…

สัญญาณเตือน! บอกว่าแม่หลังคลอดมีอาการผิดปกติ

หลังจากที่คุณแม่คลอดเจ้าทารกน้อย เพื่อออกมาลืมตาดูโลกแล้ว
แต่คุณแม่ยังคงต้องดูแลตัวเองเพื่อรักษาสุขภาพกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
แต่รู้ไม่ว่าอาการที่ผิดปกติหลังคลอดนั้นจะสังเกตได้อย่างไร เรามีวิธีสังเกตดังต่อไปนี้ค่ะ !
1.หากมีเลือดสีแดงสดไหลออกมามากเกินไป หรือเปียกซชุ่มผ้าอนามัยภายใน 1 ชั่วโมง คุณแม่ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
เพื่อทำการรักษา
2.จะมีน้ำคาวปลาสีแดงเหมือนกับเลือดนานกว่า 1 สัปดาห์ หรือน้ำควาปลามีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ
3.น้ำคาวปลาไม่ไหล หรือไหลเพียงวันหลังคลอดแค่ไม่กี่วัน โดยตามปกติแล้วน้ำคาวปลาจะแห้งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3
สัปดาห์
4.น้ำคาวปลา ตามปกติอาจจะมีลิ่มเลือดเล็กปะปนออกมาได้ แต่หากพบก้อนเลือดขนาดใหญ่หลุดออกมา
เป็นสัญญาณเตือนอาการตกเลือดหลังคลอดต้องรีบไปพบคุณหมอโดยเร็ว
5.หากคุณแม่มีอาการ ปวดมดลูกบีบตัวนานกว่า 1 สัปดาห์ ควรไปพบคุณหมอ
ปกติมดลูกจะบีบตัวเป็นจังหวะจนรู้สึกปวดเป็นพัก ๆ ใช้เวลาประมาณ 4 – 7 วัน มดลูกจะกลับเข้าอู่ ไม่เกินกว่านั้น
6.ปวดท้องแบบบิดอย่างรุนแรง ซึ่งไม่เกี่ยวกับอาหารเป็นพิษ
7.หากมีความรู้สึกเจ็บปวดนม นอกเหนือการคัดนมแล้ว ให้ลองคลำบริเวณเต้านมหากพบก้อนเนื้อ
นั้นหมายความว่าเป็นสัญญาณเตือนว่า เกิดเต้านมอักเสบขึ้นแล้ว
8.หากปัสสาวะแล้วรู้สึกแสบ หรือปัสสาวะบ่อยแต่มีปริมาณน้อย มีสีเข้มคล้ำ เป็นการบ่งบอกว่า
คุณแม่อาจเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบ นั้นเอง…

5 อาหารที่เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ควรหลีกเลี่ยง

เด็กที่มีอายุมกกว่า 6 เดือนขึ้นไปสามารถทานอาหารอย่างอื่น
นอกจากน้ำนมได้แล้ว แต่ด้วยวัยที่ทำให้ร่างกายกายยังไม่แข็งแรงเต็มที่
จึงไม่สามารถทานอาหารได้ทุกอย่าง ซึ่งเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2
ขวบควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้
1.น้ำผึ้ง
ไม่ควรให้ลูกที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบทานน้ำผึ้งโดยเด็ดขาด
เพราะน้ำผึ้งอาจส่งผลอันตรายต่อสำไส้ของเด็ก
ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก
ซึ่งในบางรายมีอาการหนักถึงขั้นปอดบวมหรือช็อกจากการขากน้ำได้
2. อาหารสุกๆ ดิบๆ

ร่างกายของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ
ไม่สามารถต้านทานเชื้อเแบคทีเรียและพยาธิได้
จึงอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมามากมาย
ดังนั้นเวลาที่ปรุงอาหารให้ลูกทานควรปรุงให้สุกทุกครั้งก่อนน้ำมาให้ลูกทา

3. อาหารรสเค็ม
เนื่องด้วยวัยที่ยังเติบโตเต็มที่ ส่งผลให้กระบวนการทำงานต่าง ๆ
ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อเราให้เด็กทานอาหารที่มีรสเค็ม
ไตของพวกเขาจะทำงานหนักกว่าปกติ
ซึ่งอาจส่งผลให้เป็นโรคไตในอนาคต
ทางที่ดีควรให้เด็กทานอาหารที่ไม่มีการปรุงแต่งเลย
4. อาหารรสหวาน
การที่ให้เด็กทานหวานตั้งแต่ยังเล็ก ๆ
อาจทำให้พวกเขาติดความหวานโดนไม่รู้ตัว
ซึ่งไม่เพียงแค่อาหารเท่านั้นยังรวมไปถึง น้ำหวาน น้ำอัดลม ขนม และ
ลูกอม ในอนาคตอาจทำให้เขาเป็นโรคอ้วนหรือโรคเบาหวานได้
5. อาหารที่มีไขมันสูง

การทานอาหารที่เต็มไปด้วยไขมันจะส่งผลกระทบต่อร่างการเป็นอย่างมาก
ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็ก ๆ ทานอาหารที่ไขมันสูงโดยเด็ดขาด
เพื่อสุขภาพที่ดีของเขา
ถ้าอยากเห็นลูก ๆ ของคุณมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องดูแลใส่ใจเรื่องการทานของพวกเขาตั้งแต่ยังเล็ก
เพราะผลจากการกระทำให้วันนี้จะส่งผลต่ออนาคตนนั้นเอง…

ความอ้วนในเด็กไทย

ในยุคปัจจุบันเด็กไทย มีน้ำหนักเกินมาตรฐานมากขึ้น และกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตของ คนเมืองทั้งพฤติกรรมการบริโภคและวิถีชีวิต ทำให้เด็กเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น และเสียชีวิตจากอาการไตวาย (อาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน) เป็นอันดับ 1ทานอาหารหวาน มัน และออกกำลังกายน้อย เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะอ้วน ทำให้เซลล์ไขมันที่สะสมในร่างกายสร้างสารที่มีฤทธิ์ต่อการทำงานของอินซูลิน เรียกกลุ่มโรคนี้ว่า Metabolic Syndrome มีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอลสูงขึ้น ไขมันเลว (LDL) สูง ไตรกลีเซอไรด์และความดันโลหิตสูงขึ้นด้วย เด็กที่เป็นเบาหวานจะมีอาการเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เช่น หิวบ่อย รับประทานเก่ง อ่อนเพลีย ผอมลง ปัสสาวะมีมดขึ้น แต่เด็กมีสุขภาพที่แข็งแรงกว่าจึงเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าผู้ใหญ่

ในไตรมาสที่สาม ถือว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์ มารดาจะเริ่มมีอาการอึดอัด แน่นท้อง ปวดเอว ปวดหลัง นอนไม่หลับ มือเท้าบวม ควรพักผ่อนให้มากเท่าที่จะทำได้ ทานอาหารมีประโยชน์ ได้แก่ ไข่  นมจืด ผัก ผลไม้ไม่หวานมาก รวมถึงถั่วชนิดต่างๆ เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ เด็กโตช้าได้ ดังนั้น ควรไปตรวจครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

 

อาการที่เพิ่มความอ้วนให้เด็ก

-การให้เด็กรับประทานของหวาน (เพื่อเป็นรางวัล หรือหลอกล่อให้เด็กทำตัวดี) ความหวานจะทำให้การรับรสของเด็กเปลี่ยน รับรสจืดไม่ได้ จึงต้องรับความหวานมากขึ้นเรื่อยๆ

-ดื่มน้ำผลไม้แทนน้ำอัดลม แม้จะมีประโยชน์มากกว่า แต่ที่ถูกคือการดื่มน้ำเปล่าและรับประทานผลไม้สดที่ให้กากใย น้ำผลไม้ประกอบด้วยแคลอรี่เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ผลไม้สดจึงดีที่สุด

-โรงเรียนควรเป็นด่านสกัดความอ้วนที่สำคัญ เพราะขนมขบเคี้ยว นมรสหวาน ไอศกรีม น้ำอัดลม ล้วนขายหรือเข้ามาทำการตลาดในโรงเรียน ด้วยการแจก แถม เพื่อล่อใจ และฝังความเชื่อที่ว่า ขนม คือการแบ่งปัน เป็นต้น

-พ่อ แม่ และครูสนับสนุนให้เด็กเรียนพิเศษ หรือเข้าเรียนโรงเรียนดีๆ ซึ่งอยู่ไกลบ้าน ทำให้เด็กต้องตื่นเช้า ไม่ได้รับประทานอาหารเช้าเต็มที่ และอาจต้องไปเรียนพิเศษต่อตอนเย็น ทำให้ไม่ได้รับประทานอาหารเย็นอีก เพียงแต่รับประทานขนมรองท้องเท่านั้น และเมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล กิจกรรมสันทนาการต่างๆ จึงถูกละเลย เด็กบางคนขาดการออกกำลังกาย จึงเป็นเหตุให้กลายเป็นโรคอ้วนได้ง่าย

-ฟาสต์ฟู้ด กลายเป็นที่นิยมเพราะความง่าย สะดวก แต่ขาดคุณค่าทางโภชนาการ

 …