รวมเคล็ดลับฝึกให้ลูกเลิกขวดนม

ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มฝึกลูกน้อยให้เลิกขวดนมได้ตั้งแต่ลูกอายุ 6
เดือนเป็นต้นไป แต่ไม่ควรเกิน 1 ขวบครึ่ง โดยเปลี่ยนจากดูดขวดนม
มาดื่มจากถ้วยหัดดื่มแทน ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็จะช่วยให้ลูกเลิกนมขวดได้เอง
วันนี้เราจึงขอแนะนำวิธีง่ายๆในการฝึกให้ลูกน้อยเลิกขวดนม

  1. ค่อย ๆ ลดปริมาณทีละนิด
    ขั้นตอนแรกคุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากค่อย ๆ
    ลดปริมาณการดูดขวดนมให้น้อยลง เช่น จาก 8 ออนซ์ เหลือเป็น 4 ออนซ์
    พร้อมกับงดมื้ออาหารที่ไม่สำคัญอย่าง มื้อดึกหลังเที่ยงคืน ออกไป
    ไม่อย่างนั้นก็เพิ่มปริมาณอาหาร หรือปริมาณนมในมื้อเย็นให้มากขึ้นหน่อย
    จะทำให้ลูกรู้สึกอิ่มท้อง ไม่งอแงหาของกินตอนกลางคืนค่ะ
  2. ฝึกดื่มนมจากถ้วยหัดดื่ม
    เปลี่ยนภาชนะใส่นมจากขวดนมมาเป็นถ้วยหัดดื่ม หรือแก้วน้ำ
    โดยอาจเลือกภาชนะที่มีรูปทรงหรือสีสันสดใส น่าดึงดูดใจ ฝึกให้ลูกค่อย ๆ จิบ
    หรือใช้หลอดดูด ในระยะแรกอาจมีสำลักหรือทำหกบ้าง
    คุณพ่อคุณแม่ก็ควรดูแลอย่างใกล้ชิด แต่หากยังไม่ยอมดื่มด้วยตัวเอง ลองแอบป้ายนม
    ไม่ก็อาหารบดที่เด็กชอบไว้ตรงขอบแก้ว หรือปลายหลอดดูดดูค่ะ
  3. เจือจางนมผสมกับน้ำ
    เป็นวิธีที่คุณพ่อคุณแม่ต้องแอบทำไม่ให้ลูกน้อยเห็น โดยค่อย ๆ
    แอบผสมน้ำเปล่าเพิ่มเข้าไปในขวดทุกครั้งที่ชง เพื่อให้รสชาติของนมเจือจางลงเรื่อย
    ๆ เมื่อลูกน้อยได้กิน จะรู้สึกว่านมในขวดไม่อร่อยเหมือนเก่า
    แล้วหันไปสนใจนมจากแก้วที่มีรสชาติปกติ หรืออาหารที่มีประโยชน์อย่างอื่นแทน
  4. เก็บขวดนมให้พ้นสายตาลูก
    วิธีนี้เป็นวิธีเลิกขวดนมแบบทันทีทันใด
    โดยคุณพ่อคุณแม่อาจอธิบายเหตุผลให้ลูกเข้าใจว่า หนูโตแล้ว
    ถึงเวลาต้องเลิกใช้ขวดนมแล้วนะ ทั้งนี้ก็ควรเก็บขวดนมให้พ้นสายตาลูก
    หรืออาจให้ลูกช่วยเก็บแล้วนำเอาไปบริจาค หรือเอาไปทิ้ง
    ทำให้เขาเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องใช้ขวดนมอีกต่อไปแล้ว หากลูกติดถือขวดนม
    อาจให้ของทดแทนขวดนม เช่น ตุ๊กตา ให้เขากอดแทน เป็นต้น
  5. ดึงดูดความสนใจไปที่อื่น
    แต่หากเก็บขวดนมแล้วลูกยังร้องที่จะดูดนมจากขวดอยู่ละก็
    คุณพ่อคุณแม่ควรดึงความสนใจลูกไปที่อื่น อาจเปิดการ์ตูนเรื่องโปรดให้ดู
    พาไปเดินเล่นรับอากาศดี ๆ หรือหาขนมหรือเครื่องดื่มชนิดอื่นให้เขากิน
    แต่หากลูกร้องไห้เรียกหาขวดนมอย่างเดียว ก็ต้องใจแข็งกันสักหน่อย
    แล้วปล่อยให้เขาได้ร้องไห้ระบายบ้าง โดยมีคุณแม่คอยปลอบ หรือตบก้นเบา ๆ
    ให้ลูกสงบลง
  6. ให้รางวัลเป็นของตอบแทน
    หากลูกของคุณพ่อคุณแม่หยุดกินนมจากขวดได้สัก 1-2 มื้อ
    และไม่ถามหาขวดนมอีกต่อไป จนถึงสามารถเลิกขวดนมได้
    ก็อาจให้รางวัลลูกเป็นสิ่งของหรือขนม
    เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้ลูกฝึกเลิกขวดนมได้สำเร็จ
    แล้วอย่าลืมอธิบายให้ลูกเข้าใจชัดเจนด้วยว่า
    นี่คือรางวัลสำหรับเด็กเก่งที่เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่
    และสามารถเลิกขวดนมเองได้ด้วยนะคะ
    ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นปัญหางอแงร้องหาขนม หรือของเล่นกันไป
  7. ให้ลูกกินอย่างอื่นนอกจากนมบ้าง
    จริงอยู่ที่ในน้ำนมนั้นอุดมไปด้วยแคลเซียมมากมาย
    แต่ก็ยังมีอาหารชนิดอื่นที่มีแคลเซียมมากเช่นกัน
    ลองเปลี่ยนให้ลูกกินอย่างอื่นทดแทนนมบ้าง เช่น โยเกิร์ต ชีส หรืออาหารประเภทอื่น
    ๆ เช่น ผัก ผลไม้ ไข่ไก่ ปลาตัวเล็กตัวน้อย ที่ช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของลูกได้ดี
    วิธีนี้จะช่วยให้เด็กค้นพบว่า มีของกินอย่างอื่นที่อร่อยไม่แพ้นม
    แล้วจะเลิกสนใจขวดนมกันไปเอง

คุณแม่ตั้งครรภ์ทานมากเกินไปอาจทำร้ายลูก

พฤติกรรมการกินแบบนี้ นักวิจัยเตือนว่ามีผลต่อสุขภาพของเด็ก
โตขึ้นจะกลายเป็นโรคอ้วน

ดร.มาร์กี้ ดาเวนพอร์ต นักวิจัย เผย แม่ตั้งครรภ์ที่กินอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นโรคอ้วนได้ในระยะยาว
เพราะเมื่อแรกเกิดทารกที่มีขนาดตัวใหญ่หรือน้ำหนักมาก
มักจะเติบโตเป็นคนไซส์ใหญ่ หรือ L
และในที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หรือเป็นโรคอ้วน

ที่เตือนเช่นนี้เพราะ ดร.มาร์กี้ พบในการวิจัยของเขาที่แคนาดา ซึ่งศึกษาระหว่างปี
ค.ศ.1995-2011 กับหญิงตั้งครรภ์ 172 ราย พบว่า
หญิงตั้งครรภ์ที่กินเยอะจนน้ำหนักตัวเพิ่มมากเกินไป
ส่งผลให้ให้ทารกคลอดออกมาตัวใหญ่และมีไขมันในร่างกายเกินไปถึงร้อยละ 14

เมื่อเป็นเช่นนี้ ดร.มาร์กี้ จึงเตือนให้คุณแม่ตั้งครรภ์หยุดพฤติกรรมกิน 2 เท่า
หรือไม่เน้นปริมาณ
แต่ควรเน้นคุณภาพและคุณค่าอาหารที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่และทารกในครรภ์
หากทำได้ยังถือเป็นการลดโอกาสผ่าตัดคลอดฉุกเฉินเพราะครรภ์เสี่ยงอันเนื่องจากคว
ามอ้วน.…

6 วิธีสอนลูกให้รักษาของ เพื่อเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น

เด็กทุกคน เมื่อถึงเวลาต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นในสังคม ย่อมต้องรู้ว่าสิ่งของต่างๆ
รอบตัวไม่ได้มีแต่ของของเขาเท่านั้น มีอีกหลายสิ่งที่เป็นของสาธารณะ
การสอนให้ลูกรู้จักใช้และรู้จักรักษาของจึงเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมในสังคมกับผู้อื่น
นอกจากนี้ยังช่วยสร้างจิตสาธารณะให้กับลูกอีกด้วย
เมื่อลูกโตขึ้นจะได้เรียนรู้และตระหนักถึงผู้อื่นอยู่เสมอ
1. ทำให้ลูกเห็น
เด็กจะเรียนรู้จากการกระทำได้มากกว่าคำพูด ไม่ว่าพ่อแม่จะสอนเรื่องอะไร
การทำให้ลูกดูย่อมได้ผลมากกว่า เช่น ทุกครั้งที่ล้างมือเสร็จแล้วต้องปิดน้ำ
หากเราไม่ทำตามแล้วลูกเห็นก็อาจจะสับสนและอาจไม่เชื่อในสิ่งที่พ่อแม่บอกได้
2. สอนลูกให้มีเหตุผล
การอธิบายเหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ ใกล้ตัวจะช่วยให้ลูกเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น เช่น
ทำไมเราต้องใช้กระดาษชำระเท่าที่จะใช้ แม่อาจบอกกับลูกว่า
เมื่อลูกเล่นของเล่นแล้วต้องรู้จักเก็บ ถ้าเขาไม่เก็บของเล่นจะหายได้
แม้ลูกจะไม่เข้าใจว่าของหายคืออะไร
แต่ถ้าแม่ลองเอาของเล่นไปซ่อนให้เหมือนกับหายไป
ลูกจะเข้าใจเรื่องคุณค่าของสิ่งของมากขึ้น
เพราะสิ่งของบางอย่างก็ส่งผลต่อจิตใจของลูกเช่นกัน
3. ชื่นชมเมื่อลูกทำได้
เป็นการให้รางวัลทางจิตวิทยา เมื่อลูกทำได้พ่อแม่ต้องชื่นชมลูกด้วย
เช่นเมื่อพาไปล้างมือแล้วแม่ปิดก๊อกน้ำไม่สนิท
เมื่อลูกบอกหรือชี้ให้ดูก็สามารถชมลูกได้ว่า “หนูเก่งมากเลย ขอบคุณนะคะ
หนูทำให้แม่ประหยัดน้ำไม่ไหลเปลือง” ซึ่งในครั้งต่อไปเขาก็จะพยายามปิดให้สนิท
หรือบอกพ่อกับแม่ให้ช่วยปิดให้สนิท
4. สอนให้รู้คุณค่าจากการใช้งานจริง
เด็กบางคนยังไม่รู้จักความสำคัญของสิ่งของ
จึงไม่รู้ว่าของใช้แต่ละอย่างมีประโยชน์อย่างไร
ฉะนั้นการบอกให้ลูกรู้ถึงประโยชน์ของสิ่งนั้นๆ จะช่วยให้ลูกรู้จักคุณค่าของสิ่งของได้ดี
เช่นรองเท้า แม่อาจบอกลูกว่ารองเท้าช่วยให้เดินแล้วไม่เจ็บเท้า
ช่วยกันไม่ให้โดนหินหรือหญ้าบาด ซึ่งก็ควรพูดในจังหวะที่ลูกใช้ของสิ่งนั้นๆ ด้วย
แต่ไม่ต้องพูดตลอดเวลา
5. ให้ของลูกโดยแลกมาด้วยความพยายาม
เด็กอาจไม่รู้คุณค่ากับอะไรที่ได้มาง่ายๆ

ของบางอย่างจึงต้องให้ลูกใช้ความพยายามในการได้มา เช่น ช่วยแม่เก็บของ
ช่วยทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ แล้วถึงจะได้ของเล่นที่อยากได้
6. สอนให้ลูกได้ลำดับความสำคัญ
หากลูกอยากได้ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้พ่อแม่เปรียบเทียบให้ลูกเห็นถึงลำดับความสำคัญ
เช่น เมื่อลูกอยากได้ของเล่นใหม่ที่ดูสิ้นเปลือง อาจบอกกับลูกว่า “เรามีเงินไม่พอ
ถ้าเอาเงินไปซื้อของเล่นใหม่จะไม่มีข้าวกิน แต่ถ้าเอาเงินไปซื้อข้าว
แต่ก็ยังมีของเล่นอันเก่าที่เล่นได้ดีอยู่”
การอธิบายเรื่องเหตุผลให้ลูกวัย 1-3 ปี อาจเป็นเรื่องยาก แต่หากทำบ่อยๆ
จะทำให้ลูกเข้าใจและได้เรียนรู้เรื่องคุณค่าของสิ่งของรอบตัว
แถมยังต่อยอดไปถึงการเรียนรู้คุณค่าคุณค่าของคนที่อยู่รอบข้างในสังคมเดียวกันได้อีก
ด้วย…

กินบุฟเฟ่ต์คุณแม่ต้องกินให้ระวัง

All You Can Eat แต่ไม่ควรจะ Eat All You Can
สโลแกนของบุฟเฟ่ต์ทั้งหลายจะบอกไว้แล้วว่า
คุณสามารถทานแค่ไหนก็ได้แต่ก็ไม่ควรจะทานทั้งหมด
ไม่จำเป็นต้องสวาปามจนอิ่มแทบลุกไม่ไหว
หรือยัดทุกอย่างเข้าท้องโดยไม่คำนึงถึงโภชนาการที่ร่างกายต้องการเช่นเดียวกับ
คุณแม่มือใหม่หลังคลอดจะมีขนาดตัวที่บวมที่สำคัญอยากหุ่นเพรียวพราวก็ต้องคำ
นึงในเรื่องอาหารด้วย

คุณสามารถเลือกทานบุฟเฟ่ต์ที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายได้ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

เลือกตักในปริมาณที่เหมาะสม
ให้ตักอาหารมาพอประมาณ ไม่มากเกินไปจนกินไม่หมด อาจจะตักทีละน้อยๆ ก็ได้
ไม่ต้องกลัวว่าของจะหมดหรือไม่คุ้มกับราคาบุฟเฟ่ต์ที่จ่ายไปหรอก
เพราะถ้าทั้งหมดที่คุณตักมาหมดแล้ว คุณจะสามารถลุกไปเติมอีกกี่ครั้งก็ได้
คุณสามารถเดินไปตักอาหารอีกกี่รอบก็ไม่น่าเกลียดเท่ากับคุณตักอาหารมาทีละเย
อะๆ แล้วเหลือคาทิ้งไว้บนโต๊ะหรอก

เลือกทานอาหารให้หลากหลาย
บุฟเฟ่ต์จะคุ้มค่าหรือไม่นั้น
ขึ้นอยู่กับความหลากหลายของอาหารที่คุณเลือกตักมารับประทาน
ความอิ่มอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการที่ร่างกายของคุณได้รับด้วย
คุณไม่จำเป็นต้องเลือกเฉพาะอาหารที่คุณชอบหรืออาหารที่มีราคาแพงลิบลิ่ว
ดังนั้นคุณจึงควรเลือกทานอาหารที่มีความหลากหลาย ทั้งเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้
และของหวานต่างๆ
ซึ่งนั่นเป็นวิธีที่จะทำให้ร่างกายของคุณได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและสมบูรณ์

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันไม่ดี
อาหารประเภทผัด ทอด หรือมีน้ำมัน รวมถึงอาหารที่มีส่วนผสมของนม เนย
และน้ำสลัด เพราะอาหารเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

และหากรับประทานเข้าไปในปริมาณมาก
จะทำให้ร่างกายของคุณได้รับแคลอรีที่สูงมาก
อาจก่อให้เกิดโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา

เลือกเครื่องดื่มดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณ
ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือเบียร์ เพราะมีแคลอรีสูง
และไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และควรเลือกดื่มน้ำเปล่าแทนจะดีกว่า

ใช้จานเล็กในการตักอาหาร
เพื่อเป็นการช่วยควบคุมกระเพาะอาหารของคุณไม่ให้รับสารอาหารที่มากเกินไปด้
วย และยิ่งถ้าคุณใช้จานเล็กในการตักอาหาร
คุณอาจจะต้องลุกเดินไปตักอาหารบ่อยครั้งขึ้น
ทำให้ร่างกายได้ออกกำลังกายและมีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นด้วย

อิ่มจัดก็พักก่อน
ในระหว่างบุฟเฟ่ต์ ถ้าคุณเริ่มอิ่ม แต่ยังไม่อยากหยุด ให้ลองพักการกินประมาณ
10-15 นาที โดยระหว่างที่หยุดพักก็ให้ดื่มน้ำเป็นระยะๆ
จากนั้นร่างกายของคุณก็จะเริ่มปรับตัวได้
และคุณก็สามารถกลับมากินต่อได้อีกครั้ง

อย่าเสียดายของ
บุฟเฟ่ต์บางที่อาจจะมีราคาแพง
ทำให้คุณมีความคิดว่าต้องกินให้คุ้มกับเงินที่จ่ายไป
จนลืมนึกถึงร่างกายของคุณเอง แต่วิธีการที่ดีที่สุดในการกินบุฟเฟ่ต์คือ
การทานแต่พอดี ถ้ารู้สึกว่าอิ่มแล้ว ก็ไม่ควรฝืนร่างกาย ไม่ควรเสียดายว่า
ได้จ่ายเงินค่าบุฟเฟ่ต์แสนแพงไปแล้ว ต้องกินให้คุ้ม ให้คิดเสียว่า
คุณได้ออกมาเปลี่ยนบรรยากาศร้านอาหารใหม่ๆ ได้ทานอาหารอร่อยๆ
ก็เพียงพอแล้ว…

สัญญาณต่างๆที่บ่งบอกว่าคุณกำลังจะเป็นคุณแม่มือใหม่

หลายคนรู้สึกกังวล
โดยเฉพาะกับฝ่ายหญิงในเรื่องของการตั้งครรภ์มีบุตรต่างๆ
บ้างก็ไม่แน่ใจ โดยเฉพาะกับคุณแม่มือใหม่
ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองว่าตั้งท้องแล้วหรือยัง และสงสัยว่าจะรู้ได้อย่างไร
วันนี้เรามีวิธีการสังเกตตัวเองอย่างง่ายว่าคุณต้องครรภ์หรือไม่มาฝากกั

1.มีเลือดไหลเล็กน้อยที่ปากช่องคลอด
ในช่วงเวลาหนึ่งของรอบเดือน หมายถึง
หลังจากคุณหมดประจำเดือนไปแล้วประมาณ 8 – 10 วัน
และเมื่อถึงกำหนดมีประจำเดือนครั้งต่อไป
พบว่ามีเลือดไหลกะปริดกะปรอยออกมาจากช่องคลอดเป็นจุดสีชมพูจาง
ๆ นี่ก็คือสัญญาณแรกที่คุณกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ
2.ฐานเต้านมมีสีเข้มขึ้นคัดหน้าอก
สำหรับวงแรกของการตั้งครรภ์
คุณอาจจะเริ่มสังเกตเห็นว่าฐานรอบ ๆ หัวนมมีสีที่เข้มขึ้น
และขยายกว้างมากขึ้น ซึ่งมีความเชื่อที่ว่า
สีเข้มนี้จะช่วยให้ทารกเกิดใหม่หาหัวนมดูดได้ง่าย
นอกจากนี้คุณยังสังเกตได้อีกด้วยว่า
เส้นเลือดบริเวณเต้านมกับตุ่มรอบหัวนมเล็ก ๆ
ที่กระจายไปตามฐานนมมีจำนวนและขนาดที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ยังมีอาการคัดหน้าอก ช่วงเวลาประมาณ 1
สัปดาห์หลังจากการคลาดเคลื่อนของประจำเดือน
คุณอาจจะมีความรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอก เจ็บบริเวณหัวนม
และสังเกตเห็นหน้าอกบวมใหญ่ขึ้น เหมือนกำลังจะมีรอบเดือน
ซึ่งอาการเหล่านี้จะพบก็ต่อเมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์อ่อน ๆ ได้ 3 สัปดาห์
3.ปัสสาวะบ่อยขึ้น
ในช่วงที่แม่จะปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
เนื่องจากปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น และมดลูกเริ่มโตขึ้น
ทำให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกมากกว่าปกติ

จนทำให้ไตกลั่นกรองปัสสาวะเพิ่มขึ้น
ร่างกายจึงปรับตัวให้มีเลือดเพิ่มขึ้น
เพื่อกระตุ้นให้เลือดผ่านไตมากกว่าเดิม
จึงส่งผลให้ไตกลั่นกรองปัสสาวะออกมากขึ้น
4.มีอาการแพ้ท้อง
โดยจะเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ
และมีน้ำลายมากกว่าปกติจะพบอาการมากในช่วงเช้า
ซึ่งอาการเวียนหัวเกิดจากร่างกายคุณแม่ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ
ปริมาณของเลือดที่ไหลเวียนมากขึ้น มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
ทำให้หัวใจทำงานหนัก แต่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
เนื่องจากเลือดจำนวนมากถูกกักอยู่ในช่องท้อง
เพื่อใช้เลี้ยงทารกในครรภ์
5.ประจำเดือนขาด
ร่างกายปกติของผู้หญิงที่สมบูรณ์แข็งแรง
จะไม่มีความผิดปกติเกี่ยวกับประจำเดือนไม่มาอย่างแน่นอน
หากคุณพบว่า คุณไม่มีประจำเดือน
พร้อมกับมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นด้วย
คุณต้องคิดเลยว่าร่างกายของคุณต้องมีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในนั้นอย่างแน่น
อน
ซึ่งถ้าหากไม่แน่ใจก็สามารถใช้การทดสอบการตั้งครรภ์การทดสอบการ
ตั้งครรภ์ เป็นเรื่องสุดท้ายที่จะบอกได้ว่าคุณมีบุตรแล้ว แต่หลายๆ
คนอาจจะยังไม่แน่ใจ
แนะนำให้ไปตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
น่าจะให้คำตอบที่ชัดเจน และยืนยันกับสิ่งต่างๆได้…

คุณแม่อยากหุ่นดีต้องเล่นโยคะท่าเด็ก

โยคะท่าเด็กหรือโยคะท่าเด็กหมอบ เป็นท่าที่ทำตามได้ไม่ยาก
เหมาะสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังหัดเล่นโยคะสุด ๆ แต่จะมีประโยชน์อะไรบ้าง

เชื่อว่าหลาย ๆ คนรู้กันอยู่แล้วว่าท่าโยคะแต่ละท่ามีประโยชน์มากมาย
แถมบางท่ายังทำตามได้ง่าย ๆ อย่างเช่น ท่าเด็กหมอบ (Child's Pose)
ที่แค่เรานั่งก้มตัวลงไปข้างหน้า ก็ช่วยมอบประโยชน์ดี ๆ
ให้สุขภาพร่างกายได้อย่างคาดไม่ถึง
ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าท่านี้จะมีประโยชน์อะไรบ้าง วันนี้เราก็มีข้อมูลมาฝากค่ะ
แต่ก่อนอื่นไปดูวิธีทำท่าเด็กหมอบที่ถูกต้องกันก่อนดีกว่า

วิธีฝึกโยคะท่าเด็กหมอบ Balasana (Child's Pose)

1. นั่งคุกเข่าเท้าชิดกัน เหยียดปลายเท้าและข้อเท้าไปด้านหลัง โดยนั่งบนส้นเท้า

2. หายใจออกพร้อมก้มตัวลง แล้ววางหน้าผากลงบนพื้น
คอตรงไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ก้นอยู่บนส้นเท้า หากก้มไม่ได้ให้ยกก้นเล็กน้อย

3. เหยียดแขนสองข้างขึ้นไปเหนือศีรษะให้ได้มากที่สุด
แล้วกดฝ่ามือลงแนบกับพื้น หรือจะกำมือหลวม ๆ แล้วหงายมือขึ้น
เหยียดแขนสองข้างไปที่ปลายเท้าให้มากที่สุด ค้างท่าไว้ 30 วินาทีแล้วจึงคลายท่า

อย่างไรก็ตาม แม้ท่านี้จะดูทำง่าย ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นคือ สตรีมีครรภ์
ผู้ที่มีอาการท้องร่วง และคนที่ปวดเมื่อยเข่าและกล้ามเนื้อขา ไม่ควรทำท่านี้นะคะ
เพราะเป็นท่าที่ต้องก้ม อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือผู้มีอาการปวดท้อง
และกล้ามเนื้อ มีอาการปวดที่หนักขึ้นหรือเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้ เอาล่ะ
ได้รู้วิธีฝึกไปแล้ว ทีนี้เราไปดูกันว่า โยคะท่าเด็กมีดีตรงไหนบ้าง

1. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

เมื่อก้มลงทำท่าเด็กหมอบจะทำให้ท้องเราแนบติดกับต้นขา แล้วพอเราหายใจเข้า-
ออกช้า ๆ ก็เปรียบเสมือนเรากำลังนวดอวัยวะภายในช่องท้องไปในตัว
ซึ่งสามารถทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
แถมยังเป็นการนวดลำไส้ช่วยขับลมที่อยู่ในร่างกายอีกด้วย

2. ช่วยยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

ท่าเด็กหมอบเป็นท่าโยคะที่ช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณหลังช่วงล่าง สะโพก ต้นขา
และข้อเท้า ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นผ่อนคลาย มีการยืดหยุ่น
และเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้น

3. บรรเทาอาการปวดหลัง

ถ้าต้องนั่งทำงานนาน ๆ แนะนำให้ทำโยคะท่าเด็กหมอบเลยค่ะ เพราะการนั่งนาน
ๆ จะทำให้เราปวดหลังช่วงล่าง สะโพก และต้นขาได้ เนื่องจากส่วนต่าง ๆ
เหล่านี้เป็นส่วนที่รองรับน้ำหนักของเราเวลานั่ง ซึ่งถ้าไม่อยากให้ปวด
เราต้องยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณนั้นให้มาก ๆ
โดยท่าเด็กหมอบถือเป็นตัวช่วยที่ดีสุด ๆ
เพราะสามารถยืดกล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นและผ่อนคลายมากขึ้นทั้งบริเวณหลังช่วงล่า
ง สะโพก ต้นขา และข้อเท้า
เรียกได้ว่าแค่ท่าเดียวก็ช่วยให้หายปวดได้ครบทุกส่วนเลย…

พ่อแม่ 3 แบบ ที่ลูกไม่โอเค

ในยุคที่สังคมการใช้ชีวิตมีความเปลี่ยนแปลงเท่ากับความเร็วของสัญญาณ wifi
และถึงแม้สถาบันครอบครัวจะดูเหมือนเป็นหน่วยเล็ก ๆ ในสังคมแต่ก็ไม่ควรที่จะมองข้าม เพราะเด็ก ๆ
จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของอนาคตนั้น พ่อแม่คือส่วนร่วมสำคัญที่สุด
เมื่อพ่อแม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อหน้าลูกซึ่งอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ก็สามารถส่งผลให้กับลูกได้

สังคมในปัจจุบันเริ่มเป็นที่น่ากังวลต่อลูกน้อยที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นมา หากพ่อแม่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี
นอกจากจะส่งผลต่อลูกทั้งทางจิตใจและด้านพฤติกรรมแล้ว ทำแบบนี้ระวังลูกจะไม่รักเอาหละ
แบบที่ 1 เป็นพ่อแม่จอมโกหก
ถึงแม้ว่าการหลอกลูกให้กลัวเพื่อให้ลูกได้ยอมทำตาม เช่น ถ้าไม่ทำแบบนี้เดี๋ยวตุ๊กแกจะมากินตับ
ตำรวจจะมาจับเด็กดื้อ ผีจะมาหลอก หรือหมอจะจับไปฉีดยา ฯลฯ จะเป็นการพูดที่ส่งต่อกันมานาน
แต่การพูดโกหกในลักษณะนี้จะสร้างความหวาดกลัวขึ้นให้กับลูก และส่งผลให้ลูกมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสิ่งรอบ ๆ ตัวได้
หรือแม้แต่การใช้ “คำสัญญา” หลอกว่าถ้าทำแบบนี้พ่อแม่สัญญาว่าจะพาไปเที่ยว จะซื้อของให้ ฯลฯ
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำตามที่รับปากเอาไว้ ซึ่งก็จะทำให้ลูกรู้สึกผิดหวัง
ดังนั้นการพยายามให้ลูกปฏิบัติในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการก็ไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องโกหกเสมอไป
แต่สร้างทางเลือกสำหรับลูกทางใดทางหนึ่งเพราะการโกหกอาจจะทำให้ลูกเลียนแบบและสะท้อนพฤติกรรมขี้โกหกก
ลับตามตัวอย่างที่เขาได้รับก็ได้
แบบที่ 2 เป็นพ่อแม่ไม่มีวินัย
ถึงแม้การแสดงออกบางอย่างอาจจะเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่รู้ตัวแต่เมื่ออยู่ในสายตาลูกก็อาจจะทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างที่ไ
ม่ดีและคิดว่าทำสิ่งเหล่านี้ได้ไม่เป็นไร เช่น การแซงคิวเข้าห้องน้ำ หรือจ่ายเงินซื้อของ
พฤติกรรมแบบนี้พ่อแม่จะส่งต่อให้ลูกกลายเป็นคนดีของสังคมยาก
ดังนั้นจึงไม่ใช่แต่เด็กที่พ่อแม่คอยสอนว่าต้องมีวินัย หากแต่เป็นพ่อแม่เองก็ควรปรับนิสัยไม่มีวินัย
สร้างเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกรัก และได้เรียนรู้พฤติกรรมดี ๆ ที่จะสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ
ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข
แบบที่ 3 เป็นพ่อแม่ละเมิดกฏกติกา
คนที่สร้างกฏกติกาประจำบ้านให้ลูก ๆ ปฏิบัติและทำตามก็คือพ่อแม่เอง
แต่บางครั้งพ่อแม่อาจจเผลอลืมและทำผิดกฏที่ตนเองเคยตั้งไว้ เช่น บอกลูกเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
และของใช้ในบ้านพ่อแม่กลับวางระเกะระกะ พ่อแม่สอนลูกให้รู้จักประหยัด แต่พ่อแม่กลับนำเงินไปใช้จ่ายสุรุยสุร่าย
เมื่อพ่อแม่มีพฤติกรรมเช่นนี้สิ่งที่ตามมาคือ ลูกจะพยายามฝ่าฝืนกฎของบ้านบ้าง
ไม่ใช่เพราะลูกดื้อแต่เป็นเพราะพ่อแม่ละเมิดกฏกติกาของบ้านให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง

ดังนั้นพ่อแม่ควรทำสิ่งที่เป็นตัวอย่างดี ๆ ให้ลูกเห็น
หรือพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในกฏกติกาที่ได้ตั้งไว้ภายในบ้าน
เพื่อลูกจะได้เห็นแบบอย่างที่น่ารักจากพ่อแม่ในทุก ๆ วัน…

5 วิธีแก้ลูกติดแท็บเล็ต

1. กำหนดเวลาให้ชัดเจน
คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ควรตั้งข้อกำหนดเรื่องเวลาอย่างชัดเจน
ว่าลูกควรเล่นระยะเวลาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม เช่น
กำหนดให้ลูกเล่นแท็บเล็ตได้วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง และอาจเพิ่มเป็น 2
ชั่วโมงในวันหยุด เป็นต้น
อีกทั้งการกำหนดเวลาที่ชัดเจนยังเป็นการฝึกให้ลูกมีระเบียบวินัยตั้งแต่ยังเล็ก ๆ
อีกด้วย

2. ให้เล่นอย่างสมดุล
ข้อเสียอีกอย่างของการที่เด็กติดแท็บเล็ตก็คือจะทำให้เด็กขาดการปฏิสัมพันธ์กับค
รอบครัว เพื่อน ๆ และสังคม
อีกทั้งยังส่งผลให้การเล่นแบบใช้จินตนาการขาดหายไป
ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กลดลง
พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรจัดสรรเวลาให้ลูกเล่นแท็บเล็ตอย่างสมดุล
ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ร้องเพลง เต้น
วาดรูป หรือเล่นกับเพื่อน ๆ เพื่อให้ลูกมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับผู้อื่นบ้าง

3. ทำความเข้าใจเรื่องความเป็นเจ้าของ
พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่เมื่อเห็นว่าลูกอยากได้แท็บเล็ตก็มักจะตามใจซื้อให้ลูก
แต่สิ่งที่ตามมาคือลูกจะแสดงความเป็นเจ้าของ เมื่อพ่อแม่บอกให้หยุดเล่น
ลูกก็มักจะไม่พอใจ โกรธ บางครั้งอาจแสดงอารมณ์รุนแรงได้ ดังนั้น
คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจ และยังต้องคงความเป็นเจ้าของ
แต่ให้สิทธิ์ลูกในการเล่น

4. สอดส่อง ดูแล เอาใจใส่
แม้ว่าจะมีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเพิ่มทักษะให้เจ้าตัวน้อยแล้ว
แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้เล่นตามลำพัง เพราะหากใช้อย่างไม่เหมาะสม
ก็จะส่งผลเสียให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า
และทำให้เกิดปัญหาด้านการนอนหลับของลูกได้ ดังนั้น
จึงควรคอยดูว่าสิ่งที่ลูกเล่นอยู่คืออะไร

มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหนกับวัยของเด็ก พ่อ แม่
ผู้ปกครองจะต้องคอยชี้แนะให้กับลูก ว่าอะไรควรเล่นหรือไม่ควรเล่น
เพราะเด็กยังตัดสินใจเองได้ไม่มาก
และไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมสำหรับตัวเขา

5. เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก
ถ้าต่างฝ่าย ต่างก็หันหน้าเข้าหาอุปกรณ์ที่มีอยู่ในมือ
ก็จะทำให้ไม่มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างพ่อ แม่ ลูก
ทำให้เด็กขาดพัฒนาการทักษะด้านภาษาและการเข้าสังคม
คุณพ่อคุณแม่จึงควรต้องมีวินัยในตัวเองก่อน
หากคุณพ่อคุณแม่เองใช้สื่อเทคโนโลยีมากเกินไป
ก็จะกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ลูก
อีกทั้งยังส่งผลให้เวลาในการดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยลงตามด้วย…

คุณแม่ควรสังเกตพัฒนาการทารกแรกเกิดจนถึง 1 ขวบ

อย่างที่ทราบกันเด็กทารกในวัยแรกเกิด ต้องได้รับการดูแลอย่างดี
ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงแรกคุณแม่มักจะกังวลกับพัฒนาการของลูกว่าต้องเ
ป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งหากไปดูเด็กทารกของคุณแม่คนอื่นๆ
ที่มีพัฒนาการที่ดีกว่า ก็ยิ่งทำให้กังวลมากกว่าเดิมเข้าไปอีก
เพราะแน่นอนว่ากลัวและกังวลว่าลูกนั้นมีความผิดปกติอะไรหรือเปล่า
ทำให้ถึงมีพัฒนาการที่ช้ากว่าทารกคนอื่น

ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้คุณแม่นั้นหายเป็นกังวลได้นั้นควรที่จะศึกษาเกี่ยวกับพั
ฒนาการของเด็กแต่ล่ะอายุว่าเป็นอย่างไร
วันนี้เรามีมาฝากกันตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 1 ขวบ
อายุแรกเกิดจนถึง 3 เดือน
เป็นช่วงที่ลืมตาดูโลกแบบสดๆร้อนๆ
เด็กในช่วงวัยนี้ต้องรู้จักมองหน้า สบตาคุณแม่ได้ ตอบสนองต่อเสียงพูด
ทำเสียงในลำคอ และสามารถเคลื่อนไหวแขนขาทั้ง 2 ข้างได้ด้วย
เมื่อขับขึ้นมาเด็กจะเริ่มยิ้มตอบ ยิ้มทักทาย แสดงท่าทางดีใจที่แม่อุ้ม
ทำเสียงอืออา สนใจฟังเสียง และมองหาเสียง หากมีวัตถุเคลื่อนไหว
ส่วนวัยเข้าเดือนที่ 3 จะเริ่มคุ้นเคยมีการโต้ตอบกับคุณแม่
อายุ 3 เดือนจนถึง 6 เดือน
เมื่อผ่านช่วง 3-4 เดือน เด็กนั้นจะมีการโต้ตอบเช่นการยกมือ
และเริ่มค้นเคย
จากนั้นลูกน้อยจะเริ่มจำได้แล้วว่าใครคือคุณแม่หรือคุณพ่อ
มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่มากขึ้น เรียกชื่อแล้วได้ยินรู้เรื่องมากขึ้น
สามารถคลานได้อย่างคล่องตัว สนใจเสียต่างๆ รอบข้างมากขึ้น
อายุ 6 เดือนจนถึง 9 เดือน

ช่วงนี้เด็กจะเริ่มขึ้นมานั่งเองบ้างแล้ว นอกจากการนอนหรือคลาน
แต่อยากจะยังไม่สามารถทรงตัวได้เองมากนัก
ให้คุณแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด คุ้นเคยกับคุณแม่เป็นอย่างดี
ทำให้เขาเริ่มมีความรู้สึกกลัวคนแปลกหน้า
เพราะรู้เรื่องแล้วว่าใครเป็นใคร เนื่องจากระบบการจดจำที่ดีขึ้น
สามารถพูดออกมาได้เป็นคำๆ
และเริ่มจะงอแงมากขึ้นเมื่อไม่ได้ดั่งใจที่เขาต้องการ
อายุ 9 เดือนจนถึง 12 เดือน
พัฒนาการของลูกน้อยในวัยนี้จะรู้เรื่องมากขึ้น
ชอบที่จะสังเกตกับสิ่งรอบตัวเช่นเสียงเพลง
การหยิบอาหารขึ้นมาทานเอง ดูดนิ้ว, ตบมือ, พูดเป็นประโยคพริมพลับ
อาจจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่เขากำลังเรียนรู้เกี่ยวกับภาษา
สามารถที่จะเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการคลาน
ที่มักจะอยากรู้อยากเห็นอยากคลานไปตรงโน้นตรงนี้
คุณแม่ต้องระวังให้มาก เพราะอาจจะไปหยิบจับสิ่งอันตรายเช่นปลั๊กไฟ
หรือสิ่งต่างๆ เข้าไปปาก อาจจะทำให้อันตรายได้
นอกจากนี้ในส่วนของการเคลื่อนไหวเริ่มที่จะยืนได้แล้ว
เดินได้เล็กน้อยยังไม่แข็งแรง
หรือเรียกอีกอย่างคือช่วงกำลังตั้งไข่หรือยืนเอง
และเด็กในวัยนี้ยังมีการแสดงท่าทางต่างมากขึ้น เช่นการยกมือไหว้,
ตบมือ, บ๊ายบาย เป็นต้น…

การเป็นแม่ที่ดี – ควรทำอย่างไร

แม่ คือ ผู้ที่มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ให้ความรัก
ความอบอุ่นและความเมตตาต่อลูกเสมอ นับตั้งแต่เกิดจนโต
ซึ่งเชื่อว่าคุณผู้หญิงที่ได้เป็นแม่ แต่ละคนก็จะมีบุคลิก
และการเลี้ยงดูลูกของตนแตกต่างกันออกไป แล้วคุณจะเป็นแม่แบบไหน Amarin
Baby & Kids มี “แม่” ในแบบต่างๆ มาให้อ่านกัน
ข้อมูลอ้างอิงโดยกลุ่มประชาสัมพันธ์
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
ไปลองเทียบกันดูค่ะว่า ตัวของคุณ หรือ ความเป็นแม่ของคุณ
นั้นเป็นประเภทไหน หรือแบบใด ดังต่อไปนี้
เริ่มจาก แม่มือใหม่ หรือ หัดเลี้ยง โดย คุณแม่ประเภทนี้ คือ คุณแม่คนใหม่
ที่เพิ่งมีลูกเป็นคนแรก ดังนั้น จึงยังไม่คล่อง ทำอะไรไม่ค่อยถูก
ต้องคอยไปซักไปถามแม่ตัว (ย่า-ยาย) หรือแม่อื่นๆที่มีลูกมาก่อน
บ้างก็เปิดตำราเลี้ยงลูก หากลูกมีอะไรผิดแปลกไปนิด ก็จะวิตกกังวล กินไม่ได้
นอนไม่หลับ แม่มือใหม่ที่ลูกยังเล็กอยู่ ส่วนใหญ่จึงน้ำหนักลดได้เร็ว
เพราะอดหลับอดนอน หน้าตาอิดโรย ขอบตาดำคล้ำ ขณะเดียวกันหลายคน
หากเป็นแม่หัวสมัยใหม่
ก็มักต้องโต้เถียงกับคนเคยเป็นแม่มาก่อนทั้งหลายในเรื่องการเลี้ยงเด็ก เช่น
เมื่อเด็กปวดท้อง คุณแม่มือใหม่อาจพาไปหาหมอทันที แต่คุณแม่ คุณย่า-ยาย
อาจจะบอกให้ทาแค่มหาหิงค์ (คล้ายยาหม่องน้ำ) บริเวณสะดือเด็ก
ก็หายปวดแล้ว เป็นต้น
ต่อมาเป็น แม่ยอดกตัญญู โดยเขาบอกว่าคุณแม่ประเภทนี้
ลูกบังเกิดเกล้าใช้หรือขอให้ทำอะไรให้ คุณแม่ยอมทำให้หมด
บางครั้งลูกยังไม่ทันเอ่ยปาก แม่ก็รีบอาสาทำให้แล้ว ด้วยความรักลูก
กลัวลูกลำบาก หรือเสียใจ โดยเฉพาะกับลูกชาย
คุณแม่หลายๆคนจะรักแบบทูนหัวทูนเกล้า จนลูกสาวน้อยอกน้อยใจ
แต่ถ้าเป็นลูกคนเดียว แม่ก็มักจะตามอกตามใจจนเคยตัว
พอไม่ได้ดั่งใจก็จะโกรธ จะงอนแม่ จนแม่ยอดกตัญญูต้องเอาใจ และรีบทำให้
แม่กลุ่มนี้มีไม่น้อย ซึ่งจริงๆแล้ว
ควรสอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นบ้าง หากตามใจจนเคย

จะกลายเป็นคนเอาแต่ใจตัว เป็นที่รังเกียจของญาติโยม เพื่อนฝูง เพราะคนนอก
คงไม่มีใครรักลูก หรือเห็นลูกเราน่ารักเหมือนตัวเราผู้เป็นแม่แน่นอน
ปิดท้ายกันที่ แม่มากบารมี ซึ่งคุณแม่ประเภทนี้ มักมีเงินถุงเงินถัง
สามารถบริจาคทรัพย์หรือหาเงินให้สถานศึกษาของลูกได้มาก
ทำให้เกิดความเกรงอกเกรงใจมาถึงลูก หรือไม่บางคน
ตนเองหรือสามีก็มีตำแหน่งใหญ่โต มีอิทธิพล
บารมีก็แผ่มาถึงลูกให้ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ไม่ว่าจะในสถาบันการศึกษา
หรือสถานที่ที่ทำงาน คุณแม่กลุ่มนี้หลายคนก็น่ารัก น่าเคารพ
ทำให้ลูกยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ
และหลายสถานที่ก็อยากได้ลูกของคุณแม่กลุ่มนี้ไปเรียน หรือทำงานด้วย
เพราะทำให้โรงเรียนหรือหน่วยงานมีชื่อ เป็นที่รู้จักไปด้วย แต่คุณแม่มากบารมี
ควรจะสอนลูก อย่าอวดเบ่ง อวดดี อาศัยบารมีแม่มากเกินไป
เพราะจะทำให้เป็นที่หมั่นไส้ ไม่มีใครอยากคบเป็นเพื่อน
หรือได้เพื่อนก็ได้ประเภทไม่จริงใจ เพราะหวังเกาะบารมีของเรา และข้อสำคัญ
คุณแม่เอง ก็อย่าใช้บารมีของตนไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควรด้วย…