วิธีดูแลเสื้อผ้ายามฤดูฝนไร้ที่ตากแดด

เสื้อผ้าชุดกีฬา หรือแม้กระทั่งเสื้อฟุตบอลราคาแต่ละตัวค่อนข้างสูง
ถ้าไม่ดูแลรักษาเสื้อผ้ากีฬาอย่างถูกวิธี คุณภาพจะดร็อปลงและเก่าง่าย
ถ้าอยากให้ ‘ชุดกีฬา’ ที่เราสวมใส หรือซื้อมาสะสมไว้อยู่กับเราไปนานๆ
และยังคงความใหม่ คุณภาพดีแม้ใช้งานมานานแล้วก็ตาม
ลองไปดูคำแนะนำเรื่องการดูแลรักษา ‘ชุดกีฬา’
อย่างถูกวิธีเหล่านี้ที่เรานำมาฝากกัน
การซัก
ห้ามนำเสื้อผ้าชุดกีฬาทุกชนิดลงปั่นในเครื่องซักผ้าเด็ดขาด
เพราะจะทำให้เสื้อยืดย้วย ไม่ควรซักรวมกับเสื้อผ้าสีชนิดอื่น อาจเกิดสีตกได้
หากต้องแช่ผ้ากับผงซักฟอก ควรจำกัดเวลาแช่แค่ 10-15 นาที
และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยากำจัดคราบ
เพราะสารในน้ำยาทำความสะอาดมีส่วนผสมของโซดาไฟ ทำให้กัดเสื้อผ้าได้
ถ้ามีคราบสกปรกมาก ให้เอามือเตะสบู่ มาป้ายที่ชุดกีฬาแล้วขยี้เบาๆ
หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดชุดกีฬาแทน
นอกจากนี้แล้วควรซักด้วยน้ำอุณภูมิปกติ ไม่ซักด้วยน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น
และห้ามใส่น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะจะทำให้ Texture จะเส้นใยเสื่อมสภาพไว
หรือให้ดูที่ป้ายเสื้อจะมีบอกอยู่ เช่น ซักมือ ห้ามบิด เป็นต้น
การตาก
ไม่ควรนำเสื้อผ้า ชุดกีฬา ไปตากบริเวณที่แสงแดดตกกระทบโดยตรง
เพราะจะทำให้สีซีด ตัวสกรีนต่างๆ ก็จะหลุดลอกง่าย
อีกทั้งเสื้อผ้าที่มียางยืดก็จะเสื่อมคุณภาพเร็วอย่างชุดว่ายน้ำเป็นต้น
ให้ตากบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ลมโกรก ห้ามอบแห้งหรือเข้าเครื่องปั่นแห้ง
ก่อนตากให้บิดเบาๆ และสลัดผ้า เพราะเมื่อตอนแห้งเสื้อผ้า ชุดกีฬา จะคงรูปไม่ยับ
การรีด
ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรรีดเสื้อผ้า ชุดกีฬา แต่ละชนิด
เพราะเส้นใยในเสื้อผ้ากีฬาไม่เหมาะกับการโดยความร้อน
แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ใช้ไฟเบาที่สุด รีดทับเบาๆ หรือใช้เตารีดไอน้ำแทน มีอีก 2วิธี คือ ให้ใช้ของหนักทับแทน
หรือถ้าจะรีดให้ใช้ผ้าวางทับก่อนรีดลงไปบนชุดกีฬา
การเก็บ
ไม่ควรพับเสื้อ ควรแขวนเสื้อไว้กับไม้แขวน เพราะจะทำให้ชื่อหรือเบอร์บนเสื้อผ้า
ชุดกีฬา เป็นรอยได้ หากต้องพับเสื้อผ้ากีฬาที่มีเฟล็ก (ลายสกรีน)
ให้ใช้กระดาษไขวางกั้นระหว่างเฟล็ก แล้วเก็บพับใส่ถุงหรือตู้
ถ้าเป็นชุดว่ายน้ำให้ใส่ถุงซิปล็อคแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น
เพื่อรักษาคุณภาพและยางตามขอบชุดว่ายน้ำ…

โรคหัดในเด็ก ภัยร้ายที่มาพร้อมหน้าหนาว

เข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยยังต้องคอยระวังกันต่อเนื่อง
เพราะช่วงเวลานี้ยังถือเป็นช่วงเวลาที่อันตรายสำหรับลูกน้อยจากบรรดาเชื้อไวรัสต่างๆ
ที่บางรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียวหนึ่งในโรคที่อันตรายที่สุดในฤดูฝน ย่อมหนีไม่พ้น “หัด”
โรคร้ายที่ไม่สามารถทำเป็นหัดเล่นๆ ได้เพราะถือเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กเล็ก
และสามารถแพร่ระบาดได้ทุกฤดูกาล แต่รุนแรงในช่วงฤดูหนาว
แล้ว “หัด” คืออะไร? หัด คือ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจผู้ป่วยจะเกิดผื่นขึ้นตามผิวหนังพร้อมเป็นไข้ร่วมด้วย
เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มพารามิคโซไวรัสสามารถแพร่เชื้อและติดต่อกันได้ผ่านทางอากาศหรือการสัมผัสน้ำ
มูกน้ำลายของผู้ป่วยโดยตรงโดยเชื้อไวรัสจะเข้ามาทางระบบทางเดินหายใจ
ก่อนแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย โรคหัดถือเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คน
โดยไม่พบการแพร่เชื้อดังกล่าวในสัตว์ ส่วนใหญ่มักเกิดในเด็กเล็ก
รวมทั้งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กแม้จะมีวัคซีนฉีดป้องกันโรคแล้วก็ตาม
ทั่วไปแล้ว อาการของโรคหัดจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับเชื้อไปแล้ว 14 วัน
ซึ่งลูกน้อยของคุณจะมีอาการเป็นไข้ตัวร้อนในระยะเริ่มแรก
มาพร้อมอาการน้ำมูกไหล ไอบ่อย เจ็บคอ ตาเยิ้มแดงและมีตุ่มคอพลิค หรือตุ่มแดงที่มีสีขาวเล็กๆ
ตรงกลางขึ้นในกระพุ้งแก้มจากนั้นเมื่อลูกน้อยออกอาการได้ 3-5 วัน
ลูกน้อยจะเริ่มมีผื่นขึ้นตามร่างกาย ซึ่งคล้ายผื่นคันตามผิวหนัง
โดยจะเริ่มขึ้นเป็นจุดบนหน้าผากก่อนแล้วค่อยแพร่กระจายมาที่ใบหน้า ลำคอ มือ และเท้า
แต่จะหายไปเองหลังผ่าน 3-5 วันอย่างไรก็ตาม แม้ โรคหัด
จะสามารถรักษาให้หายเองได้ภายใน 2 สัปดาห์ หากดื่มน้ำวันละ
6-8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย
อยู่ในที่แห้งอุณหภูมิพอเหมาะ เพื่อลดอาการไอบ่อยและเจ็บคอ
และอาจให้วิตามินเอ เสริมให้กับร่างกายแต่ในความเป็นจริงแล้ว
เรายังไม่มีตัวยาหรือวิธีทางการแพทย์ที่ได้รับการระบุว่าสาม
ารถรักษาและกำจัดเชื้อไวรัสของโรคหัดได้อย่างเฉพาะเจาะจง
ดังนั้น ควรป้องกันลูกน้อยตั้งแต่เนิ่นๆด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค
ยิ่งในเด็กเล็กที่มีร่างกายอ่อนแอ
ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ
จากการเป็นแค่โรคหัด อาทิเช่น ท้องเสีย อาเจียน
หูชั้นกลางติดเชื้อ ติดเชื้อที่ตา ตาแดง กล่องเสียงอักเสบ ปอดบวม
หลอดลมอักเสบ หรือกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจอักเสบ
แถมบางรายที่หนักกว่าอาจจะถึงขั้นพบโรคร้ายแรงอย่าง
ไวรัสตับอักเสบ ตาเหล่ ตาบอด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและระบบประสาท
รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้สมองเกิดความผิดปกติด้วย
จึงเป็นอีกหนึ่งโรคที่ประมาทไม่ได้เลย…

การเลือกซื้อของใช้สำคัญเตรียมไว้ให้ลูกก่อนคลอด

เมื่อว่าที่คุณเเม่ตั้งครรภ์เป็นอะไรที่มีความสุขอย่างมาก
เพราะจะได้เป็นเเม่คนจะได้มีลูกน้อยที่น่ารักมาเป็นทายาทให้กับครอบครัวเพื่อการเติมเต็มให้ครอบครัวสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ซึ่งเวลาตั้งท้องนั้นคุณเเม่ต้องมีความระมัดระวังอย่างมากเพื่อให้ลูกออกมาเเข็งเเรงสมบูรณ์ซึ่งต้องรับประทาน
อาหารที่มีประโยชน์เพื่อลูกน้อยในท้องจะได้รับสารอาหารด้วย
อีกอย่างหนึ่งที่คุณเเม่จะต้องทำนั้นก็คือการเตรียมความพร้อมในการเลี้ยงลูกของคุณเมื่อคลอดออกมาเเล้วเเละ
สิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กต้องเตรียมไว้ให้ครบเพื่อการดูเเลลูกของคุณให้ดีที่สุด
เเละมาดูกันว่าอะไรบ้างที่ต้องเตรียมเพื่อจะดูเเลลูกของคุณเมื่อได้มองตาดูโลกใบนี้
อย่างเเรกนั้นก็คิอเสื้อผ้าเเละผ้าอ้อมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับลูกน้อยที่คลอดออกมาของมันต้องใช้ซึ่งจะขาดไม่ได้เลย
จะต้องเป็นผ้าที่นุ่มเลือกเนื้อผ้าดีดีไม่ให้ระคอยผิวบางๆของลูกคุณซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามห้างหรือร้านเสื้อผ้าทั่วไป
คุณพ่อเเม่ต้องเตรียมผ้าอ้อมเอาไว้ให้เยอะๆเพื่อมาดูเเลลูกน้อยเผื่อว่าเวลาซักเเล้วเเห่งไม่ทันจะลำบากเสื้อผ้าเด็ก
ก็เช่นเดียวกันต้องเตรียมให้มีความพอดีสำหรับให้ลูกของคุรได้สวมใส่
สิ่งต่อมาที่ต้องเตรียมไว้คือขวดนมเเละจุกนมสิ่งนี้ขาดไม่ได้เลยเพราะเป็นของที่ต้องใช้ในการให้นมลูกของคุณ
เอง ควรเลือกขวดที่พอดีกับเด็ก เเละจะต้องเตรียมเองไว้สัก2-3ชุดเดียวกันทั้งขวดนมเเละขวดน้ำเพื่อให้ลูกของคุณได้ใช้สลับกันอย่างเพียงพอที่สำคัญก่อนที่จะใช้ต้องอุ่น
น้ำร้อนเพื่อการฆ่าเชื่อโรคในทุกครั้งเพื่อจะทำให้เชื้อโรคไม่เข้าไปในร่างกายของลูกของคุณนั้นเอง
ต่อมาจะเป็นเรื่องของกะละมังอ่าบน้ำเพื่อให้ลูกของคุณใช้อาบน้ำไม่ควรใหญ่หรือเล็กเกินไปสำหรับลูกคุณเด็กเล็กควรอาบน้ำในกะละมัง
หากไปอาบจากฝักบัวจะไม่ถนัดเเน่นอนให้ลูกคุณได้นอนอาบเป็นการอาบน้ำเด็กเล็กเเบบถูกวิธี
ซึ่งพ่อเเม่ต้องเตรียมเอาไว้เลยในเรื่องของการซื้อกะระมังนั้นมีความสำคัญอย่างมาก
จะต้องขาดไม่ได้เพื่อให้ลูกของคุณได้อาบน้ำได้อย่างถูกต้องเเละไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็ก
สิ่งสุดท้ายคือเตียงนอนหรือว่าเเปลสำหรับเด็ก
นี้คือสิ่งของที่สำคัญอย่างหนึ่งไม่เเพ้กันเด็กต้องนอนเเยกกับพ่อเเม่ต้องมีเตียงนอนหรือว่าเเปลส่วนตัวของเขาหากมานอนกับพ่อเเม่
หากเป็นเด็กที่เล็กเกินไปพ่อเเม่อาจจะนอนทับได้กลางดึงใครจะไปรู้ว่าเราจะหลับท่าไหนเเละสิ่งที่ป้องกันได้คือให้เขานอนในเตียงของเขาหรือว่าเเปลดีที่สุด
จะได้หลับได้สนิทเเละน่าจะทำให้เขามีความสุขในการหลับอาจจะมีตุ๊กตาเเขวนไว้ให้เขาจับก็ได้
เเละนี้คือทั้งหมดสำหรับสิ่งของสำคัญของลูกเราที่ต้องเตรียมไว้รอเขาเกิดมาลืมตาดูโลกใบนี้…

การซักผ้าลูกน้อยให้หอมในวันฝนพรำ

ปัญหาของคุณแม่หลายๆคนคือการซักผ้าให้ลูกน้อย ยิ่งช่วงเวลาที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจแบบนี้
ซักไปผ้าของลูกๆก็มีแต่เหม็นคงไม่ดีต่อสุขภาพของลูกรักแน่ๆ เราเชื่อว่าหลายคนคงเผชิญปัญหาแบบเดียวกัน
นั่นคือทุกครั้งที่ซักผ้าแล้วฟ้าจะครึ้ม เมฆดำเริ่มลอยต่ำ และทันทีที่หยิบผ้าขึ้นมาตากได้ไม่นาน
ฝนก็กระหน่ำตกลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา ครั้นหิ้วผ้าเข้ามาตากในบ้านก็มีกลิ่นอับติดผ้าเสียอีก
แต่จะไม่ซักก็ไม่มีเสื้อผ้าใส่ ทำให้ใครหลายคนแก้ปัญหาด้วยน้ำหอม
อันดับแรกคือการแยกผ้าที่เริ่มมีกลิ่นอับออกมาก่อน แต่หากไม่อยากแยกให้เสียเวลาก็ไม่ว่ากัน
จากนั้นให้นำผ้าเหล่านั้นไปแช่น้ำส้มสายชูหรือไม่ก็สารส้มทิ้งไว้สัก 6 ชั่วโมง ซึ่งขั้นตอนนี้ค่อนข้างใช้เวลานาน
ดังนั้นควรแช่ทิ้งไว้ก่อนนอนจะดีที่สุด (ความจริงคือสะดวกเวลาไหนก็แช่เวลานั้น)
เมื่อครบ 6 ชั่วโมงเรียบร้อยแล้ว ให้น้ำผ้าขึ้นมาบิดน้ำออกให้หมด จากนั้นก็เป็นการเข้าสู่ขั้นตอนของการซักผ้า
เพียงแต่การซักผ้าในครั้งนี้ อาจจะต่างไปจากวิธีการที่ใครหลายคนเคยชินสักหน่อย
เพราะเราไม่ใช้ผงซักฟอกในการซัก เพราะผงซักฟอกส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดตามท้องตลาดผสมแป้ง
เมื่อซักแล้วผ้าไม่แห้งตามเวลาที่เหมาะสม จะส่งผลให้แป้งเน่าและส่งกลิ่นติดเนื้อผ้า ซึ่งนั่นคือที่มาของกลิ่นอับ
ดังนั้นสิ่งที่เราจะใช้ในการซักผ้าเมื่อเวลาฝนตกคือ เบคกิ้งโซดา
ซึ่งมีคุณสมบัติในการขจัดคราบและความสกปรกได้ไม่ต่างจากผงซักฟอก เพียงแต่จะไม่มีฟองเท่านั้นเอง
ข้อดีอีกอย่างคือล้างออกง่ายกว่าผงซักฟอกหลายเท่า กระบวนการหลังจากนั้นก็เป็นการนำเสื้อผ้า
มาล้างเบคกิ้งโซดาออกด้วยน้ำเปล่าจนสะอาด ส่วนใครอยากจะใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มเพิ่มเติม
ก็ขอแนะนำให้เลือกใช้สูตรซักผ้าในที่ร่ม ไม่เช่นนั้นไม่ใส่เลยจะเป็นการดีกว่า
สำหรับขั้นตอนการตากก็ไม่มีอะไรมาก ขอแค่ตากให้ห่างกันพอประมาณ ไม่ควรให้ชิดกันจนเกินไปนัก
จากนั้นก็เปิดพัดร่มเป่าเบาๆ และเปิดไฟในห้องทิ้งไว้สักหนึ่งคืน รับรองว่าผ้าที่ได้จะไม่มีกลิ่นเหม็นอับอีกต่อไป…

อาหารสำหรับคุณแม่หลังคลอด

คุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งคลอดลูกในช่วงแรก
อาจจะยังไม่มีน้ำนมแม่จึงจำเป็นต้องได้รับอาหารเพื่อช่วยบำรุงร่างกายและทดแทนพลังงาน
พร้อมช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมสำหรับทารก ซึ่งอาหารสำหรับคุณแม่หลังคลอด
ก็ไม่ได้แตกต่างจากอาหารที่รับประทานในช่วงตั้งครรภ์มากนัก
บทความนี้จึงมาบอกถึงอาหารที่ช่วยเร่งน้ำนมและบำรุงคุณแม่หลังคลอด

1. นมพร่องมันเนย
การดื่มนมสด หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากนมพร่องมันเนย หรือนมที่มีไขมันต่ำ เช่น โยเกิร์ต หรือชีส
นอกจากจะให้พลังงานแล้ว ยังได้รับคุณค่าจากโปรตีน วิตามินบี
พร้อมด้วยแคลเซียมที่มีส่วนช่วยในการพัฒนากระดูกและฟันของลูกน้อย

2. เนื้อที่ไม่มีไขมัน
คุณแม่ลูกอ่อนควรทานเนื้อที่มีไขมันน้อย หรือเนื้อที่ไม่มีไขมัน ซึ่งเป็นเนื้อที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก โปรตีน
และวิตามินบี 12 เหมาะแก่การเสริมสร้างพลังงานสำหรับคุณแม่หลังคลอดและคุณแม่ที่กำลังให้นมลูก

3.เมนูขิง
อาหารอีกจานที่มี ส่วนประกอบขิงและเนื้อสัตว์นำมาผัด เช่น ไก่ผัดขิง จะช่วยให้โปรตีนสูง เพิ่มพลังให้กับร่างกาย
และเร่งน้ำนมสำหรับแม่ลูกอ่อนได้ดี

4.ข้าวกล้อง
คุณแม่หลายคนงดทานข้าวเพราะคิดว่าการทานแป้งจะยิ่งทำให้อ้วนและลดน้ำหนักได้ ยาก แต่ความจริงแล้ว
ข้าวเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตซึ่งให้พลังงานอย่างมาก
โดยเฉพาะข้าวกล้องที่ให้พลังงานสูงแถมยังมีแคลอรีน้อยกว่าข้าวขาวอีกด้วย

5.กระเทียม
กระเทียม หนึ่งในอาหารที่ช่วยในการผลิตน้ำนม และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่หลังคลอด
ทั้งยังช่วยต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อในร่างกายได้อีกด้วย
แต่คุณแม่ไม่ควรทานกระเทียมมากเกินไป เพราะอาจทำให้น้ำนมมีกลิ่นและลูกอาจไม่ยอมทานนมแม่

6.มะละกอ
มีของคาว ของหวาน และเครื่องดื่มไปแล้ว มาถึงเมนูผลไม้อย่างมะละกอ
ที่มีวิตามินซีสุงสามารถกินตอนสุกหรือนำผลดิบมาปรุงเป็นอาหาร เช่น  แกงส้มมะละกอ ฯลฯ
ที่ถือว่าเป็นสูตรอาหารเรียกน้ำนมอย่างดีที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำนมไม่พอได้ และยังช่วยแก้ท้องผูกได้

7.ไข่
ไม่ว่าจะเป็นไข่เป็ด ไข่ไก่ หรือไข่นกกระทา ก็ล้วนเป็นแหล่งพลังงานและเป็นแหล่งโปรตีนชั้นสูง
ทั้งยังมีวิตามินที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต รวมไปถึงช่วยพัฒนากระดูกและกล้ามเนื้อของทารกอีกด้วย

อาหารที่คุณแม่หลังคลอดควรงด
1.อาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น ข้าวหมาก ผลไม้ดอง พั้นซ์ ไวน์ สุรา
2.เครื่องดื่มที่มี คาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลมประเภทโคล่า
3.อาหารรสจัด
4.ของหมักดอง…

แม่และเด็กโปรตีนอาหารที่เหมาะสำหรับว่าที่คุณแม่

สำหรับคนที่กำลังจะกลายเป็นคุณแม่ เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์และมีหัวใจอีกดวงที่เต้นอยู่ข้างในคงต้องมีการบำรุงเป็นพิเศษ
ต้องกินอาหารเพื่อสำหรับให้ลูกน้อยที่อยู่ในท้องได้แข็งแกร่งไปด้วย และยังจะต้องกินอาหารเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
และสุขภาพดี นอกจากนี้ยังต้องกินเพื่อให้ร่างกายสร้างน้ำนมแม่ ที่มีประโยชน์ต่อลูกน้อยมากกว่าอะไรทั้งหมด
เพราะฉะนั้นแล้ว พฤติกรรมการกินอาหารของคุณแม่จะต้องเปลี่ยนเป็นอันดับแรก
เพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่และลูกน้อย
ปกติแล้วคุณแม่ในยามตั้งครรภ์จะมีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ
คุณแม่จึงรู้สึกว่าหิวบ่อยขึ้นเมื่อครรภ์แก่ เพราะร่างกายต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 15 หรืออีก 500 แคลอรีต่อวัน
คุณแม่บางคนที่รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ จึงควรดูแลตัวเองเป็นพิเศษ
เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารเพียงพอกับการเจริญเติบโต ส่วนคุณแม่ที่กลัวอ้วนจนถึงกับยอมควบคุมอาหาร
ลูกน้อยในครรภ์ก็อาจพลอยได้รับสารอาหารน้อยลงไปด้วย อาจทำให้ลูกมีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์
มีอัตราเสียชีวิตหลังคลอดสูงกว่าปกติ หรือมีอัตราเสี่ยงต่อการแท้งสูงขึ้น แต่สำหรับคุณแม่ที่หิวมาก
กินเยอะจนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นผิดปกติ ช่วงหลังคลอดเมื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ไขมันในร่างกายส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ในการสร้างน้ำนม แต่ไขมันที่ยังเหลืออยู่บ้างและลดลงได้ยาก
หลังจากเลิกให้นมลูกแล้วคุณแม่ก็ควรจะออกกำลังกายเพื่อช่วยลดน้ำหนักด้วย
โปรตีน เป็นสารอาหารที่ช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโตและช่วยซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับลูกน้อยในการก่อร่างสร้างเลือดเนื้อให้เป็นตัวเป็นตน
เพราะโปรตีนเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์และเนื้อเยื่อซึ่งจะประกอบกันเป็นกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในต่าง ๆ
ให้ร่างกายเจริญเติบโต เรียกได้ว่าเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกน้อยเลยก็ว่าได้
อีกทั้งในขณะตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จะต้องการโปรตีนเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติประมาณ 30%
ของความต้องการโปรตีนในแต่ละวัน ซึ่งอาหารที่มีโปรตีนนั้น ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด, นม, ไข่, ถั่วหลากชนิด, ธัญพืช, เต้าหู้,
ตับ เป็นต้น ส่วนเนื้อที่ว่านี้อาจจะเป็นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อเป็ด หรือเนื้อปลาก็ได้ทั้งนั้น
เพราะเนื้อเหล่านี้จะมีโปรตีนที่มีคุณภาพดีและมีธาตุเหล็กอยู่มาก ซึ่งมันจะดีกับทั้งแม่และลูกในครรภ์…

รู้ทันไข้เลือดออก ช่วยลูกน้อยพ้นวิกฤติ

ไข้เลือดออก
ได้ยินชื่อนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเกิดอาการใจเสียหรือหวั่นวิตกไม่น้อย เพราะเคยได้ยินมาว่าโรคนี้ทำให้เสียชีวิตได้
โดยเฉพาะหากเกิดในลูกน้อยกระนั้นการดูแลอย่างใกล้ชิดตามที่เราจะบอก
จะช่วยให้ลูกของท่านพ้นวิกฤติได้ไม่มากก็น้อยก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่า ไข้เลือดออก
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกี ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์จัดอยู่ในกลุ่ม flavivirus
และสามารถแพร่ได้โดยมียุงลายเป็นพาหะโดยจะระบาดหนักในฤดูฝน ที่ยุงแพร่พันธุ์ได้ดี
ก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าสถานการณ์ระบาดของไข้เลือดออกในหลายประเทศ
โดยเฉพาะในเขตร้อนจะรุนแรงขึ้นส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน
ทำให้ยุงแต่ละชนิดสามารถแพร่พันธุ์ได้มากขึ้นแต่ไม่ว่าสถานการณ์ของ ไข้เลือดออก จะเป็นอย่างไร
สิ่งที่เราควรทราบไว้คือการสังเกตอาการของโรคชนิดนี้ไม่ให้ก้าวเลยสู่ขั้นวิกฤติ ซึ่งอาจทำให้ลูกน้อยของคุณเสียชีวิตได้
รวมถึงผู้ใหญ่แข็งแรงๆ บางคนด้วย
ไข้เลือดออกระยะแรก มักไม่ค่อยมีอาการจำเพาะ
เด็กจะมีไข้สูงประมาณ 5-6 วัน โดยอาจมีอาการหวัด ปวดเมื่อยตัวคลื่นไส้อาเจียน ร่วมด้วย
หากพบอาการแบบนี้ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้ประเภทแอสไพรินและไอบูโพรเฟน
เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเลือดออกในกระเพาะอาหารรวมถึงเลือดไม่แข็งตัว
ไข้เลือดออกระยะวิกฤติ เป็นระยะ 3 วันอันตราย
ที่เด็กเสี่ยงเกิดอาการช็อก อาการทั่วไปจะดูเพลียมากขึ้น
อาจมีอาการปวดเมื่อยตัวมากขึ้น รวมถึงมีอาการปวดท้อง ท้องอืด
เบื่ออาหาร ขณะที่ผิวหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า จะดูแดงขึ้นระยะนี้ทีมแพทย์จะคอยตรวจวัดชีพจรและความดันโลหิตเป็นระยะ
ร่วมกับดูปริมาณน้ำและอาหารที่รับประทานเข้าไปเทียบกับปริมาณปัสสาวะที่ออกมาในแต่ละช่วงของวัน
ในบางรายอาจไข้ลดลงซึ่งบ่งบอกถึงการเข้าสู่ระยะช็อกที่จะมีความรุนแรงตามมาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ไข้เลือดออกระยะฟื้นตัว
เป็นระยะหลังไข้ลงโดยไม่มีอาการช็อก
โดยเกล็ดเลือดจะเริ่มกลับสูงขึ้น
ชีพจรและความดันโลหิตเริ่มคงที่ดีขึ้น ปัสสาวะเริ่มออกมากขึ้น
การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองที่เคยซึมรั่วไปอยู่ในส่วนอื่นๆของร่างกายกลับเข้าสู่ปกติ
ระยะนี้อวัยวะต่างๆ จะเริ่มทำงานเป็นปกติ จากนั้นในอีก 48-72 ชั่วโมงต่อมา จะเข้าสู่ระยะที่เรียกว่าหายเป็นปกติ
เด็กจะเริ่มมีความอยากอาหารบ้าง
อาการปวดท้องและท้องอืดจะดีขึ้น รู้สึกมีแรงมากขึ้น
มักพบผื่นแดงและคันตามฝ่ามือและฝ่าเท้าโดยไม่มีการลอกตัวของผิวหนัง
แต่ถ้าหากไม่ต้องการมาพักปื้นนานเป็นสัปดาห์ที่โรงพยาบาลแบบนี้
คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันลูกน้อยให้ห่างไกลจากโรคไข้เลือดออกได้ง่ายๆ แค่กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเพียงเท่านี้บ้านเราก็ปลอดภัยหายห่วง…

หูชั้นกลางอักเสบ ร้ายแรงในเด็กกว่าที่คิด

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า โรคหูชั้นกลางอักเสบที่ดูเหมือนไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร
จึงถือเป็นโรคยอดนิยมสำหรับเด็กเล็กและเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของเด็กเล็กทั่วโลกกว่าปีละ 2ล้านคน ได้ยินแล้วขนลุกไหมครับ
บทความนี้เราจึงจะนำพ่อแม่ทุกคนไปรู้จัก
โรคหูชั้นกลางอักเสบเพื่อเป็นแนวทางป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเป็นโรคร้ายหรือต้องเจ็บป่วย
แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เพราะโรคชนิดนี้จะเกิดจาก เชื้อนิวโมคอคคัสที่ก่อให้เกิดเยื้อหุ้มสมองอักเสบได้ด้วย
และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหูชั้นกลางอักเสบคือภาวการณ์ติดเชื้อและอักเสบของหูชั้นกลาง
เป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งในเด็กและเป็นสาเหตุของการสูญเสียการได้ยินในเด็ก
โดยจะพบบ่อยในช่วงอายุ 6 เดือน- 15 เดือนและเกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
อย่างไรก็ตาม หูชั้นกลางอักเสบยังสามารถพบได้ในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ถึงร้อยละ 23
และเพิ่มเป็นร้อยละ 40 ในเด็กช่วงอายุ 4-5 ปี
เรียกได้ว่าเป็นโรคที่แฝงอยู่กับเด็กซึ่งภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงแถมพ่อแม่ก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้มากนัก
อาการเริ่มแรกของ หูชั้นกลางอักเสบ
มักต่อเนื่องมาจากอาการหวัดซึ่งเกิดขึ้นบ่อยกับเด็กเล็กในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องถึงฤดูหนาว
เมื่อเป็นหวัดบ่อยๆ แก้วหู จะเริ่มมีปัญหา และนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่หูชั้นกลาง เริ่มแผลงฤทธิ์ให้เห็น
นอกจากนี้ยังมีสาเหตุชักนำที่ทำให้เกิดการหูชั้นกลางอักเสบ อย่าง การติดเชื้อของทางเดินหายใจ,
การติดเชื้อแบคทีเรีย, การเลี้ยงลูกด้วยนมขวด หรือภาวะหวัดเรื้อรังจากภูมิแพ้
ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการปล่อยปะละเลยของผู้ปกครองซึ่งเมิ้อลูกน้อยของคุณเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบ
จะเกิดอาการไข้สูง, ร้องกวน ,เบื่ออาหาร, คลื่นไส้อาเจียนและอาการที่ควรสังเกตเป็นพิเศษคือ ปวดหู หากปล่อยนานเกินไป
แก้วหูจะทะลุ มีหนองไหลออกมา แต่ความเจ็บปวดจะหายไปส่วนเด็กที่เป็นหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง
มักจะไม่ค่อยมีอาการแสดงออกชัดเจน ยกเว้น หูอื้อ หรือมีการได้ยินลดลง
เมื่อตรวจดูจะพบว่าแก้วหูมีสีเหลืองหรือสีทึบกว่าปกติบางครั้งจะเห็น ฟองอากาศในหูชั้นกลางได้เลย
โดยแนวทางการรักษา หูชั้นกลางอักเสบแพทย์จะสั่งยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียตามภาวะการอักเสบของหู
และต้องทานยาจนกว่าจะครบกำหนด แม้จะหายแล้วก็ตามเพราะมีโอกาสที่โรคจะกลับมาเกิดใหม่ได้อีก
แต่หากลูกน้อยของคุณอาการไม่ดีขึ้นแพทย์อาจต้องพิจารณาหาสาเหตุของแหล่งการติดเชื้ออื่นในร่างกาย
และเปลี่ยนยาปฏิชีวนะตัวอื่นที่มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อหรืออาจจะต้องเจาะแก้วหู ระบายหนอง เพื่อลดอาการปวดและนำหนองมาเพาะเชื้อต่อไป…

แม่และลูกการเลือกโรงเรียนให้ลูกปัญหาโลกแตกของพ่อกับแม่

พ่อกับแม่ย่อมอยากที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอ
และสิ่งที่มอบได้ดีที่สุดและเป็นสิ่งที่จะติดตัวลูกรักไปจนวันตายนั่นก็คือการศึกษา
ก้าวแรกของการศึกษาหลังจากที่ลูกได้รับการสอนเบื้องต้นมาจากพ่อแม่แล้ว นั่นก็คือโรงเรียนอนุบาล
ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกของพ่อแม่ทุกคนที่ต้องเลือกโรงเรียนให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นแวนทางการสอนที่มีมากมายแตกต่างกันไป
ทั้งแบบที่ปล่อยให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระไม่ต้องสนใจการอ่านเขียนให้พัฒนาการอย่างเต็มที่
หรือโรงเรียนที่เน้นวิชาการเข้มๆตั้งแต่วินาทีแรก ลูกของคุณจะอ่านออกเขียนได้อย่างแน่นอน แต่ว่าเขาจะมีความสุขหรือไม่
ก็ไม่มีใครหรือ หรือไม่ว่าจะเป็นปัจจัยอย่างอื่นทั้งเรื่องของค่าเทอม
หรือว่าสถานที่ตั้งทำเลที่อยู่ห่างไกลจากบ้านมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นอีกตัวเลือก
หากคุณเป็นคุณพ่อคุณที่กำลังเลือกมองหาโรงเรียนให้แก่ลูกๆแม่ลองอ่านบทความนี้ก่อนไหมก่อนที่จะตัดสินใจ
อันดับแรกอย่าลืมว่าลูกในวัยอนุบาลอายุประมาณ 3 ขวบเท่านั้นถือว่ายังเล็กมาก
โรงเรียนที่ไกลเกินไปจะส่งผลเสียกับเด็กมากกว่าผลดี แม้ว่าโรงเรียนนั้นจะดีสักแค่ไหนก็ตาม
เพราะยิ่งโรงเรียนไกลมากเท่าไหร่ก็จำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางมากเท่านั้น โดยเฉพาะชีวิตสังคมเมืองในปัจจัย
เด็กอาจจะต้องตื่นก่อนที่ร่างกายเขาจะพร้อมตื่นตามปกติเพื่อที่จะแต่งตัวและเดินทางไปโรงเรียนพร้อมกับผู้ปกครอง
และถ้าโรงเรียนที่เลือกให้ลูกนั้นอยู่นอกเส้นทางการไปทำงานตามปกติก็ต้องเผื่อเวลาเพิ่มขึ้นไปอีก
จึงไม่ควรเลือกโรงเรียนไกลบ้าน คิดดูว่าจะน่าสงสารแค่ไหนหากลูกต้องมาร่วมผจญรถติดบนถนน ต้องออกจากบ้านแต่เช้า
กลับถึงบ้านก็เย็นก็เหนื่อยเกินไป
อย่าลืมเรื่องค่าใช้จ่ายเช่น ค่าเทอม แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องศึกษาให้ละเอียดว่ามีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่สำคัญอีกหรือเปล่า
เพราะหลายๆครั้งโรงเรียนจะเลี่ยงการเก็บค่าเทอมที่สูง โดยเก็บเป็นค่าอื่นๆ เช่น ค่าการใช้คอมพิวเตอร์ ค่ากิจกรรมพิเศษ
หรือแม้กระทั้งค่าแรกเข้า ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะขอเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด
และอาจจะต้องถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินของสิ้นเปลืองที่ผู้ปกครอง ต้องรับผิดชอบ
และที่สำคัญที่สุดโรงเรียนอนุบาลที่ดี จะต้องมีสัดส่วนของสิ่งปลูกสร้างและสวนธรรมชาติที่สอดคล้องกัน
เพราะผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า
เด็กอนุบาลจำเป็นต้องได้มีโอกาสสัมผัสดีหรือได้กลิ่นออกซิเจนจากต้นไม้ธรรมชาติมากกว่าการได้เรียนรู้แต่ในห้องแอร์นอก
จากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่โรงเรียนอนุบาลควรมีคือสนามเด็กเล่นที่ แข็งแรง ปลอดภัยต่อเด็กด้วย
และถึงแม้ว่าโรงเรียนบางโรงเรียนจะมีสวนที่น่ารื่นรมย์หรือสนามเด็กเล่นที่ดีเยี่ยม แต่ก็ใช่ว่าสิ่งนั้นเด็กจะมีโอกาสได้ใช้
ดังนั้นเราควรมาสำรวจหรือสังเกตการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนด้วยว่า มีการให้เด็กได้เรียนรู้กลางแจ้งบางหรือไม่
หรือสิ่งเหล่านั้นแค่ไปเครื่องประดับเฉยๆ…

5 วิธีการดูแลทารกแรกเกิด

แน่นอนว่า เด็กวัยทารก แรกเกิดนั้น เป็นวัยที่ครอบครัว หรือคุณพ่อและแม่
ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษมากที่สุด พฤติกรรมหลักๆของเด็กวัยทารก
คงหนีไม่พ้น การนอหลับพักผ่อนและตื่นมาเพื่อกินแม่
อะไรคือสิ่งที่เราควรดูแลเป็นพิเศษมากที่สุด นี่คือ 5 ประการ ที่ต้องรู้ไว้
เริ่มจากการให้นมลูก แน่นอนว่าเด็กทารก
แทบจะทุกคนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนค่อนข้างมาก
จากนั้นพอตื่นขึ้นมาก็จะร้องกินนม ต่อด้วย นอนพักผ่อนต่อ เมื่อกินอิ่ม
สลับกันไปวนมาแบบนี้ทุกๆวัน โดยสำหรับคุณแม่นั้น ในระยะเด็กทารก 1 เดือน
ควรให้ปลุกให้ลูกน้อยตื่นขึ้นมาดูดนมทุกๆ 2-4 ชั่วโมง
ต่อมาเป็นการ อาบน้ำทารก สำคัญที่สุด เราควรใช้น้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม
ไม่เย็นจนหนาว หรือ ไม่ร้อนจนเกินไป ให้พออุ่นๆ
อีกอย่างควรใช้เวลาอาบไม่เกิน 5-7 นาที อาบวันละประมาณ 2 ครั้ง
รวมถึงไม่ควรอาบน้ำตอนกลางคืน หรือไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังให้นมด้วย
อย่างที่ 3 เป็นการขับถ่ายของทารก
โดยเด็กวัยนี้นั้นจะมีการขับถ่ายบ่อยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหลังการกินนมแม่
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คุณแม่หรือคนในครอบครัว ต้องรู้จักสังเกต
โดยทั่วไปแล้วถ้าทารกมีอาการงอแง อาจเป็นสัญญาณ
ไม่สบายตัวเพราะอึหรือฉี่มา ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เร็วที่สุด
และทำความสะอาดให้เรียบร้อย
ต่อด้วย การดูแลสะดือทารก โดยปกติทารกสะดือจะหลุดประมาณ 1-2 อาทิตย์
แต่ในกรณีที่เด็กยังสะดือไม่หลุด
ควรใช้สำลีชุบน้ำเปล่าหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดเบา ๆ
รอบโคนสะดือจากด้านในออกด้านนอก วันละประมาณ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย
หลังจากสายสะดือหลุดแล้วดูแลทำความสะดือลูกต่อด้วยการเช็ดและทำให้แห้ง
ทุกครั้ง ที่สำคัญ ไม่ควรใช้แป้ง
หรือยาโรยสะดือทุกชนิดเพราะจะทำให้สะดือดูเหมือนแห้งแต่ระหว่างรอยต่ออาจจะยังแฉะอยู่ และอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้
ปิดท้ายกันที่ การทำความสะอาดเสื้อผ้าทารก
เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากที่สุด ยกตัวอย่าง
การแยกผ้าที่สกปรกมากออกแยกเสื้อผ้าของลูกที่เลอะอุจจาระหรือปัสสาวะออกและทำความสะอาดก่อนนำไปซักรวมกับเสื้อผ้าตัวอื่นๆ…