นมบริจาค ดีกว่า นมผง จริงหรือ

เพราะว่า นมแม่จากธนาคารนมแม่ ต้องผ่านการตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวด มีการซักประวัติ
และมีผลเลือดจากผู้บริจาคภายใน 3 เดือน ว่าปราศจากโรคติดต่อร้ายแรงที่ทำให้ผู้รับน้ำนม
ที่มีเชื้อนั้นเป็นอันตรายได้และทำการพาสเจอร์ไรซ์ฆ่าเชื้อแบบมาตรฐาน
ทำให้ต้นทุนในการให้ได้มาของนมแม่แบบนี้สูงถึง 200 บาทต่อ 30 ซีซี
ดังนั้นจึงทำให้นมแม่จากธนาคารนมแม่ไม่สามารถนำไปให้กับเด็กปกติทั่วไปได้
ต้องสงวนไว้สำหรับเด็กทารกแรกเกิดที่ต้องรักษาตัวในไอซียูที่แม่มีปริมาณน้ำนมไม่เพียงพอ
งานวิจัยยืนยันว่าทารกแรกเกิดที่ป่วย ทารกคลอดก่อนกำหนด หากได้รับนมแม่ ไม่ใช่นมผง จะมีอัตรารอดชีวิตสูงกว่า
มีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า เช่น โรคติดเชื้อในกระแสเลือด โรคลำไส้เน่า โรคจอประสาทตาเสื่อม
โรคปอดอักเสบเรื้อรัง ใช้เวลารักษาตัวในรพ. สั้นกว่า ได้กลับบ้านเร็วกว่า จึงทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาน้อยกว่า
ค่านมแม่จากธนาคารนมแม่ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจากการไม่ได้นมแม่ แตกต่างกันเป็นร้อยกว่าเท่า น่าเสียดายที่รพ.
ต่างๆยังไม่นิยมใช้นมแม่จากธนาคารนมแม่ซึ่งมีอยู่ที่รามาธิบดีและศิริราชหากแต่ยังนิยมใช้นมผงสำหรับทารกก่อนกำหนด
ซึ่งป้อนไปก็เจอปัญหาท้องอืด ไม่ย่อย ลำไส้อักเสบ ทำให้ต้องหยุดให้นมเป็นระยะ ทำให้ไม่โตเสียทีทำให้ได้กลับบ้านช้ากว่าที่ควรจะเป็น
ส่วนเรื่องที่คิดว่า ถ้าให้นมแม่จะได้แคลอรี่ไม่เพียงพอ ไม่เหมือนให้นมทารกก่อนกำหนดก็ไม่จริง
เพราะนมแม่ถ้าได้รับการกระตุ้นให้สร้างได้อย่างถูกต้องตั้งแต่แรก แม่จะปั๊มได้เยอะพอที่จะปั๊มแบบแยกนม ส่วนต้น
ส่วนกลาง ส่วนท้าย เมื่อแม่ปั๊มแยกมา พยาบาลก็นำนมส่วนท้ายมาป้อนก่อน แล้วค่อยเป็นส่วนกลาง
การทำแบบนี้จะได้แคลอรี่เพิ่มขึ้น โดยไม่ทำให้ลำไส้ของทารกมีปัญหา น้ำหนักจะเพิ่มเร็วมาก
ไม่ต้องหยุดชะงักในการให้อาหารทางลำไส้บ่อยๆ เหมือนเคสที่ป้อนนมผง สามารถเพิ่มน้ำหนักให้ลูกได้ถึงวันละ 50-60 กรัมสบายๆเลย
จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทารกแรกเกิดได้ทราบตรงนี้
เคล็ดลับทำให้แม่ของทารกป่วยที่ไม่ได้ดูดกระตุ้นที่เต้าผลิตน้ำนมได้พอคือ ให้ยาโมทิเลียม(ถ้าแม่ไม่มีข้อห้าม)
ให้เริ่มปั๊มนมให้เร็วที่สุดภายใน 1-2ชม. หลังคลอด และปั๊มบ่อยทุก2ชม./กลางวัน ทุก3ชม./กลางคืน ดื่มน้ำวันละ3 ลิตรทำแบบนี้น้ำนมมาเพียงพอแน่นอนค่ะ
สรุปคือ ห้ามรับนมบริจาคกันเอง เพราะอาจติดโรคร้ายแรง เช่น โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบบี ซี ไวรัสซีเอ็มวี
แพ้อาหารผ่านทางนมแม่ และโรคท้องเสียจากกระบวนการเก็บรักษาที่ไม่ปลอดเชื้อ…

ทารกคลอดก่อนกําหนด…เกิดได้อย่างไร? มีสาเหตุและจะป้องกันด้วยวิธีไหน?

การคลอดก่อนกำหนด คือ การคลอดตั้งแต่อายุครรภ์ 20 สัปดาห์
จนถึงก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ นับจากวันแรกของประจำเดือนที่มาครั้งสุดท้าย
คุณแม่ควรรู้ไว้ คลอดก่อนกําหนดเกิดจากสาเหตุอะไร
เพื่อดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเสี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้แม่ท้องต้องคลอดก่อนกำหนด มีดังนี้ค่ะ
1.การสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่มากๆ โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีอายุครรภ์อ่อนๆ
สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่จากคนใกล้ชิดในครอบครัวเป็นประจำ
2.การดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์
3.การทานยาบางชนิดในขณะที่ยังไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์
อาจมีผลต่อทารกในครรภ์
4.น้ำหนักตัวของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์น้อยเกินไป
5.ได้รับธาตุสังกะสีไม่เพียงพอ
6.การได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอขณะตั้งครรภ์
โดยเฉพาะธาตุสังกะสี ซึ่งรายงานระบุว่า
สาเหตุของแม่ทำงานหนักมากเกินไประหว่างตั้งครรภ์หรือทำอาชีพที่ต้องยืนตลอดเวลา
7.การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์
8.การเสียสมดุลฮอร์โมน
9.การติดเชื้อในช่วงตั้งครรภ์ เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด
ทางเดินปัสสาวะอักเสบเฉียบพลันโรคหัดเยอรมันหรือการติดเชื้อในช่องคลอดและน้ำคร่ำ
10.ภาวะปากมดลูกปิดไม่สนิท
11.การหดรัดตัวของมดลูกที่ไว้ต่อการกระตุ้นและรุนแรงจนทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดได้
12.ภาวะรกเกาะต่ำ ใกล้ปากมดลูก
13.อาการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือการมีโรคประจำตัวของแม่ที่ตั้งครรภ์ เช่น โรคเกี่ยวกับหัวใจ ปอด ตับ หรือเบาหวาน
14.ความเครียดในขณะตั้งครรภ์
15.แม่ท้องที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี
เนื่องจากว่าร่างกายยังไม่พร้อมเต็มที่ต่อการตั้งท้อง
ทำให้โอกาสคลอดก่อนกำหนดมีสูง
16.แม่ท้องที่มีอายุเกิน 35 ปี
17.แม่ตั้งครรภ์ที่มีฐานะทางการเงินค่อนข้างต่ำ
ทำให้ได้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายไม่เพียงพอ
18.ภาวะที่มีความผิดปกติของมดลูก
19.การตั้งครรภ์แฝด
20.มีภาวะทารกในครรภ์พิการ
21.แม่ท้องที่เคยมีประวัติการคลอดก่อนกำหนด
ทารกที่คลอดก่อนกำหนดนั้น
จะมีความเสี่ยงต่ออวัยวะพัฒนาไม่สมบูรณ์และเกิดอาการต่างๆแทรกซ้อนได้ เช่น
เกิดภาวะอุณหภูมิต่ำหรือ อาการหายใจลำบาก ตัวเย็น เกิดภาวะตัวเหลือง และซีด
มีการสำลักนม ท้องอืดง่าย ติดเชื้อโรคได้ง่าย
และอาจทำให้ทารกเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ในระยะยาวอาจพบปัญหาต่าง ๆ ตามมา
เช่น โรคหัวใจวายพิการแต่กำเนิด มีความผิดปกติของสมอง ชัก หูหนวก ตาบอด
และการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ไอคิวต่ำ เป็นต้น
วิธีลดความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด
1.กินอาหารบ่อยๆ
การกินอาหารในคุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่เพียงแค่ต้องกินให้ครบแค่ 5
หมู่เท่านั้นแต่การแบ่งอาหารไว้กินเป็นมื้อย่อยเล็กๆ ประมาณ 5 มื้อต่อวัน
ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดได้
2.เข้าห้องน้ำทุกครั้งที่ปวดปัสสาวะ
การอั้นปัสสาวะจะส่งผลเสียทำให้เกิดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย
ยิ่งกับคุณแม่ตั้งครรภ์ยิ่งต้องระวังอย่างมาก
ควรรีบเข้าห้องน้ำถ่ายปัสสาวะทุกครั้งที่มีอาการปวด ไม่ควรอั้นไว้เด็ดขาด
ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะก่อให้เกิดความระคายเคืองถึงมดลูกและก่อให้เกิดมดลูกบีบตัว ร่วมกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้
3.ดูแลสุขภาพช่องปาก
โรคเหงือกอักเสบเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คลอดก่อนกำหนดได้
คุณแม่จึงควรดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้ดี ควรแปรงฟันให้สะอาด
ใช้ไหมขัดฟันและควรพบทันตแพทย์อย่างน้อย 1 ครั้งในระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์
เพราะหากเกิดปัญหาสุขภาพภายในช่องปากก็อาจนำมาสู่ปัจจัยกระตุ้นทำให้คลอดก่อนกำหนดได้นั่นเอง
4.กินวิตามินบำรุงครรภ์
กินวิตามินในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลทำให้สุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์มีความแข็งแรง
ช่วยเพิ่มโอกาสทำให้คุณสามารถอุ้มท้องได้ยาวนานจนครบถึงวันกำหนดคลอดได้
แม้ว่าการกินวิตามินจะไม่สามารถทดแทนการกินอาหารแบบครบ 5 หมู่
ได้ก็ตามแต่อย่างน้อยก็ทำให้คุณแม่ได้รับความสบายใจว่าสุขภาพของคุณและ
ลูกจะได้รับสารอาหารครบถ้วนแน่นอน
โดยสามารถรับวิตามินเสริมสำหรับคนท้องจากคุณหมอที่ฝากครรภ์
5.ดื่มน้ำให้มากเพียงพอ
ถึงแม้ว่าการดื่มน้ำมากๆจะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย
แต่ร่างกายคุณแม่ก็ไม่ควรขาดน้ำอย่างเด็ดขาด โดยควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว
เพื่อคงความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกาย
และยังช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณสามารถอุ้มท้องได้นานจนถึงวันคลอดอีกด้วย
เพราะหากคุณแม่ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ
อาจเสี่ยงต่ออาการเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนดก็เป็นได้
6.ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป
เรื่องของน้ำหนักตัว คุณแม่ก็จะต้องเฝ้าระวังด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มสูงมากเกินไป
อาจยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
และเกิดอาการครรภ์เป็นพิษด้วยได้ โดยทั้ง 2
โรคนี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่คลอดก่อนกำหนดได้นั่นเอง
หวังว่าคำแนะนำเหล่านี้จะทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนที่มีโอกาสเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด
สามารถนำไปปฏิบัติเพื่อรับมือป้องกันโอกาสเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดได้ไม่มากก็น้อยนะคะ และอย่าลืมพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
เพื่อให้สุขภาพของคุณแม่และทารกอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์ตลอด
ทั้งนี้หากแม่ตั้งครรภ์ที่รู้ตัวว่ามีปัญหาสุขภาพหรืออยู่ในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น
ควรงดหรือเลิกทำกิจกรรมที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด
การฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จะช่วยลดความเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนดได้
รวมถึงการดูแลสุขภาพ นอนหลับพักผ่อน กินอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอไม่เครียด…

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือในทารกอันตรายไหม?

เมื่อลูกมีไข้ ไอ และมีน้ำมูก ทำให้หายใจมีเลียงฟืดฟาดรวมถึงมีการติเชื้อของทางเดินหายใจ
ดังนั้นเมื่อแพทย์วิเคราะห์สาเหตุของความเจ็บป่วยของทารกแล้ว
คำแนะนำที่ผู้ปกครองได้รับบ่อย ๆ คือ การล้างจมูกกด้วยน้ำเกลือ
ซึ่งผู้ปกครองที่มีลูกในวัยทารกนั้นคงมีความกังวลมากเป็นพิเศษว่าการล้างจมูกนั้นมีอันตรายไหม ควรทำหรือไม่
ซึ่งการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือนั้นเป็นการร่อนระบายเสมหะบริเวณทางเดินหายใจ ช่วยฆ่าเชื้อ และทำให้หายใจได้สะดวก
ดังนั้นการตัดสินใจให้ลูกล้างจมูกควรเข้าใจวิธีการและข้อดีของการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ทำให้สบายใจมากขึ้น
การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ คือ การชะล้างเอาน้ำมูก หนอง สิ่งสกปรกในจมูก
ซึ่งเกิดจากการอักเสบในโพรงจมูกและไซนัส ด้วยน้ำเกลือ
เพื่อให้โพรงจมูกและบริเวณรูเปิดของไซนัสโล่ง บรรเทาอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล
ซึ่งการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นสิ่งที่ดีในเวลาที่ลูกเป็นหวัด
เพราะจะทำให้น้ำมูกเหนียวข้นที่ไม่สามารถระบายออกได้เองถูกล้างออกมา
เพราะเด็ก ๆ ยังไม่มีแรงมากพอที่จะสั่งน้ำมูก ไอหรือจามที่แรงมากพอจนทำให้เสมหะที่เหนียวข้น ร่อนระบายออกมาได้เอง
และการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะช่วยป้องกันการลุกลามของเชื้อโรคจากจมูกและไซนัสไปสู่ปอด ให้ความชุ่มชื้นแก่เยื่อบุจมูก
บรรเทาอาการระคายเคืองในจมูกทำให้อาการหวัดของลูกดีขึ้นเร็วกว่าการให้กินแต่ยาเพียงอย่างเดียว
ทำให้โพรงจมูกสะอาด หายใจได้โล่งขึ้นการล้างจมูกนั้นเป็นวิธีที่ปลอดภัย และได้ผลดีในการรักษาโรคจมูก
และใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งน้ำเกลือที่ใช้ล้างจมูกเป็นน้ำเกลือที่มีความอ่อนโยนมาก
จึงไม่เป็นอันตรายหากสำลักน้ำเกลือในกรณีที่ลูกดิ้นและร้อง
ส่วนการสำลักถึงขั้นลงปอดนั้น การล้างจมูกในเด็กปกติ
ที่ไม่ได้มีโรคเกี่ยวกับสมองหรือระบบประสาทโอกาสน้อยมากที่น้ำเกลือจะสำลักลงปอด
เนื่องจากเวลาเด็กร้องตะเบ็งส่งเสียงออกมา กล่องเสียงจะปิด
คนเราจึงไม่สามารถหายใจเข้าพร้อมกับเปล่งเสียงได้
ดังนั้นเมื่อฉีดน้ำเกลือเข้าไปส่วนใหญ่เด็กจะออกพ่นทางจมูก
หรือบ้วนออกทางปากก่อน นอกจากนั้นปริมาณน้ำเกลือเพียงน้อยนิดโอกาสน้อยมากที่จะไปถึงปอด
และหากไปถึงปอดจริงก็ไม่เป็นปัญหาหากเป็นน้ำเกลือสะอาดซึ่งอันตรายจากการล้างจมูกพบได้น้อยมาก
ภาวะแทรกซ้อนที่มีรายงานจากการล้างจมูก ยกตัวอย่าง อาเจียนหรือสำลักหรือเชื้อโรคเข้าไปในโพรงไซนัส
สามารถป้องกันได้โดยการล้างจมูกอย่างถูกวิธี ควรทำในช่วงที่ท้องว่าง คือ
ก่อนทานอาหาร หรือหลังทานอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไป
ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่พบได้ เช่น เลือดกำเดาไหล ปวดหู หูอื้อ และหน้ามืด
จะเกิดในกรณีที่สั่งน้ำมูกแรง ๆ จึงป้องกันได้โดยไม่สั่งน้ำมูกแรงจนเกินไป
อาการแสบจมูกอาจพบได้บ้างแต่มักไม่รุนแรงนอกจากนี้อาจมีโอกาสติดเชื้อได้หากอุปกรณ์ ไม่ได้ล้างสะอาดน้ำเกลือเปิดทิ้งไว้นานเกินไป…

รู้ทันโรคเกลื้อน ช่วยลูกน้อยพ้นภัย

เกลื้อน คือ โรคผิวหนัง ภาวะการติดเชื้อราที่ผิวหนัง
เกิดจากเชื้อรา Malassezia spp. พบมากในกลุ่มคนที่มีเหงื่อมาก
เช่น คนที่ต้องใช้แรงงานกลางแจ้ง คนที่ต้องแบกหามใช้กำลัง
นักกีฬา คนที่ใส่เสื้อที่อับชื้น ลักษณะอาการ คือ มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง บริเวณต่อมไขมัน
ซึ่งแม้ โรคเกลื้อน จะเป็นโรคที่พบมากในประเทศที่มีอากาศเย็น
แต่เราก็มักมักพบโรคนี้ในฤดูร้อนมากกว่าฤดูหนาว
สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งเพศหญิงและเพศชาย พบในวัยรุ่น
วัยหนุ่มสาว มากที่สุด เพราะเป็นวัยที่มีการขับเหงื่อเยอะ
สำหรับปัจจัยและสาเหตุของการเกิดโรคเกลื้อน ไล่ตั้งแต่
ลักษณะทางพันธุกรรม
ในกลุ่มคนที่มีความมันของผิวหนังมากกว่าปรกติ
สามารถทำให้เกิดปัจจัยความเสี่ยงการเกิดโรคเกลื้อนได้ง่ายกว่าปรกติ เช่นเดียวกับคนที่เหงื่อออกมากว่าปรกติ
ไปจนถึงลักษณะการบริโภคที่ไม่สมดุลย์หากมีการกินอาหารที่มีไขมันสูง
ทำให้ร่างกายมีการสะสมไขมันในร่างกายมาก ความมันของผิวหนังก็มีมากกว่าปรกติ
ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อราได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับการทำงานหรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรง
นอกจากนี้ การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน,ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องของร่างกาย เช่น ผู้ป่วยเอดส์,
ภาวะความเครียด, ภาวะโลหิตจาง, ภาวะวัณโรค,การรับประทานยาคุมกำเนิด, ภาวะโรคเบาหวาน หรือ
อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ ก็ทำให้เกิดโรคเกลื้อนได้ โดยอาการของโรคเกลื้อน จะเริ่มจากการมีรอยลักษณะจุด
มีขุย ต่อมารอยจะมีสีอ่อนลงและอาจมีสีเข้มขึ้นบริเวณผิวหนังโดยรอบ
ลักษณะผื่นที่ขึ้นจะมีขอบเขตที่ชัดเจน
ผื่นจะไม่เข้มขึ้นหากโดนแสงแดด ผื่นที่เกิดขึ้นนั้นสามารถเกิดขึ้นและหายไปได้เอง
ส่วนการรักษาโรคเกลื้อนนั้นใช้ยาทารักษาเพื่อหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อรา
ซึ่งยาที่ใช้ในการรักษานั้นขึ้นอยู่กับลักษณะความรุนแรงของการอาการ สำหรับอาการผื่นที่ไม่มาก
สามารถใช้ยาทารักษาโรคเชื้อราได้ โดยให้ทาวันละ 2 ครั้ง
เช้าและเย็นหลังจากอาบน้ำเสร็จ ทาติดต่อกันประมาณ 30 วัน
แต่หากผื่นเกิดขึ้นมากและกินบริเวณกว้าง หรือ
เกิดโรคเกลื้อนชนิดเรื้อรัง แพทย์จะให้กินยาคีโตโคนาโซล หรือไอทราโคนาโซล
เนื่องจากอาการผื่นขนาดใหญ่การใช้ยาทาจะไม่สะดวกและใช้เวลานานในการรักษา
การใช้ยากินช่วยให้รักษาได้เร็วกว่าปิดท้ายที่การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการเกิดโรคเกลื้อน
เราแนะนำดังให้ดูและความสะอาดเล็บมือเล็บเท้าโดยให้ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้น และหมั่นล้างมือให้สะอาด
รวมถึงต้องรักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอเพื่อไม่ให้เกิดเหงื่อไคลหมักหมม สะสมจนเกิดโรคเกลื้อน
ขระเดียวกันก็ควรใช้เสื้อผ้าที่สะอาด รวมถึงผ้าเช็ดตัวผ้าเช็ดหน้า ต้องไม่ให้ผ้าที่สัมผัสตัวเรามีเชื้อโรคหมักหมม
ไม่สวมเสื้อผ้าที่มีความหนาเกินไปและควรใช้ชีวิตอยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่อากาศถ่ายเทสะดวก…

สอนลูกอย่างไรให้มั่นใจในตัวเอง

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกน้อยของตัวเองโตมาเป็นเด็กกล้าแสดงออก
และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะจะทำให้ลูกกล้าเผชิญกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ หรือทำสิ่งใดๆ ที่ท้าทาย
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ลูกของคุณประสบความสำเร็จในอนาคตต่อไป
วันนี้เราขอแนะนำวิธีที่จะทำให้ลูกมีความมั่นใจมากขึ้น คุณลองนำไปปรับใช้กับลูกของคุณดู
1. ให้ลูกกล้าทดลองสิ่งแปลกใหม่
เป้าหมายที่เป็นความสำเร็จเล็กๆ
มีความสำคัญเพราะจะนำไปสู่ความสำเร็จของเป้าหมายใหญ่ๆ เช่น ขี่จักรยานโดยไม่ใช้ล้อช่วย
คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างความมั่นใจในตัวลูกเพิ่มขึ้นได้จากความรับผิดชอบตามวัย
2. ไม่วิพากษ์วิจารณ์การแสดงออกของลูก
การวิพากษ์วิจารณ์ลูกในความพยายามของเขาอาจทำให้เด็กเกิดการท้อแท้ได้
ทางที่ดีควรใช้การอธิบายหรือให้คำแนะนำ แทนการบอกว่าสิ่งที่ลูกทำมันไม่ดี
ถ้าลูกกลัวที่จะล้มเหลวเพราะกังวลว่าจะทำให้เราโกรธหรือผิดหวัง
จะทำให้ลูกไม่กล้าทำสิ่งใหม่ และการวิพากษ์วิจารณ์ลูกบ่อยๆ
จะทำให้ลูกรู้สึกหมดคุณค่าในตัวเองและหมดแรงจูงใจได้
3. ความล้มเหลวเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้
อย่าปกป้องลูกมากเกินไป
ยอมให้ลูกล้มเหลวบ้างบางครั้งบางคราวเพื่อช่วยให้ลูกเกิดความเข้าใจ
และมีการวางแผนที่ดีขึ้นในครั้งหน้า
การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูก
แต่นั่นจะเกิดขึ้นได้เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทำข้อผิดพลาดเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้เติบโตและก้าวไป
คุณพ่อคุณแม่จึงควรเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้จากข้อผิดพลาดอยู่เสมอ
4. ให้กำลังใจลูกเมื่อลูกต้องเจอความยากลำบาก
ไม่มีอะไรที่ง่ายเสมอไปในชีวิตจริง และเป็นสิ่งที่ลูกของคุณต้องเรียนในสักวันหนึ่ง
คุณพ่อคุณแม่ควรชี้ให้เห็นว่าเมื่อเราทนต่อความยากลำยากได้ จะทำให้เรารู้จักปรับตัว
รู้จักยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้
คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ลูกฟังว่าทุกความสำเร็จมักต้องผ่านอุปสรรคต่างๆนานาอยู่เสมอ
5. ชมเชยความกล้าหาญของลูกในการลองสิ่งใหม่
การทำสิ่งใหม่ๆ ไม่จำเป็นว่าจะต้องยิ่งใหญ่เสมอไป
การหัดขี่จักรยานหรือเล่นสเก็ตก็นับว่าเป็นสิ่งใหม่ๆ แล้ว
ผู้ปกครองควรที่จะชมและให้กำลังใจเมื่อลูกทำสิ่งใหม่ๆ โดยใช้คำชมง่ายๆ เช่น
เก่งมากๆ จำไว้เสมอว่า ความกล้าหาญมาจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม
6. ฉลองความตื่นเต้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
เด็กๆ จะมีการเรียนรู้อยู่เสมอว่าพ่อแม่รู้สึกอย่างไรต่อสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับเขา
ถ้าเราตื่นเต้นกับวิธีการว่ายน้ำ หรือการพูดภาษาใหม่ๆ เด็กๆ ก็จะรู้สึกตื่นเต้นด้วย
การแสดงออกทางความรู้สึกเป็นตัววัดได้อย่างหนึ่งว่าเราให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นๆ
มากขนาดไหน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้เพิ่มมากขึ้น
ดังนั้นการฉลองความสำเร็จจะช่วยให้ลูกโตขึ้นได้…

คุณแม่ท้อง อยากคลอดง่าย ให้มาฟังทางนี้…

คลอดลูกง่ายเป็นสุดยอดความปรารถนาของแม่ทุกคน
ใครๆก็ต่างเกรงกลัวกับการเจ็บท้องคลอดข้ามวัน ข้ามคืน
มันทรมานจริงๆนะ อย่างไรก็ตามเรามีวิธีการที่จะช่วยให้คุณแม่คลอดง่ายขึ้น
เทคนิคดีๆที่ทำได้ด้วยตนเอง สนใจแล้วใช่ไหมคะมาลองปฏิบัติกันเลยค่ะ
1. ใช้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วงช่วย
ถ้าคุณหมออนุญาตในช่วงใกล้คลอดให้คุณพยายามขยับร่างกายในท่าหลังตรง เช่น การยืน เดิน
โน้มตัวไปข้างหน้าและย่อตัวลงเล็กน้อยจะทำให้แรงโน้มถ่วงช่วยเคลื่อนตัวลูกน้อยลง
ทั้งยังช่วยให้ตัวลูกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการคลอด
2. นั่งท่าผีเสื้อ
เทคนิคดีๆระหว่างรอมดลูก บรรเทาอาการเจ็บคลอด
มดลูกเปิดเร็วมาก โดยคุณหมอแนะนำให้แม่นั่งฝ่าเท้าชิดกัน
สองมือกดตรงเข่าไว้ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้านับ 1-20แล้วผ่อนคลาย
3. นอนให้มากเข้าไว้ สุขภาพแม่ดี สมบูรณ์ ก็คลอดไม่ยาก
คนท้องต้องพยายามนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารสูตินรีเวชอเมริกาชี้ให้เห็นว่า
คุณแม่ใกล้คลอดโดยเฉพาะช่วงเดือนสุดท้ายที่นอนน้อยกว่า 6
ชม. ต่อวัน จะใช้เวลาในการคลอดนานกว่า 11 ชม.
และมีแนวโน้มที่จะต้องผ่าคลอดมากกว่า 4
เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับคุณแม่ที่นอนอย่างน้อยวันละ 7 ชม.
นี่จึงเป็นเหตุผลที่สมควรอย่างยิ่ง ที่ควรนอนให้มากขึ้น
เพื่อให้แม่นอนได้สบายตัวขึ้น ก็ต้องหาตัวช่วย เช่นหมอนรองคนท้อง เลือกที่คุณภาพดีจะช่วยพยุงท้อง
ทำให้แม่ท้องหลับสบายขึ้น แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือท่านอนคนท้อง ที่เหมาะสมค่ะ
4. รับประทานอินทผาลัม สุดยอดของว่างมีประโยชน์
อยากคลอดง่าย คนท้องต้องกินอินทผลัมสักหน่อย
เพราะงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารสูตินรีเวชอเมริกาพบว่า
คุณแม่ตั้งครรภ์ที่รับประทานอินทผลัมทุกวันในช่วงเดือนที่เก้า
มีความต้องการใช้ยากระตุ้นการคลอดหรือยาในการช่วยคลอดน้อยกว่าคุณแม่ที่ไม่ได้รับประทานอินทผลัม
นอกจากนี้ยังพบว่าปากมดลูกของคุณแม่ที่รับประทานอินทผลัมเปิดมากกว่า และการคลอดจะใช้เวลาต่ำกว่า 7 ชม.
เนื่องจากในอินทผลัมมีสารที่ทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนอ๊อกซิโตซินซึ่งช่วยกระตุ้นการหดตัวของมดลูก
คุณแม่ควรรับประทานวันละ 4-6 ผลต่อวัน โดยอาจใส่ในซีเรียลหรือรับประทานเป็นอาหารว่างระหว่างวัน
หากแม่ท้องตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน ให้กินเป็นของว่าง วันละไม่เกิน7 เม็ด เพราะมีน้ำตาลสูง ไม่ควรทานมากไป
5. หมั่นออกกําลังกาย ขยับแข้งขยับขา
การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและกระฉับกระเฉงเป็นสิ่งสำคัญมาก
เนื่องจากจะช่วยลดความเจ็บปวดในการคลอดได้
พยายามเดินออกกำลังกายให้ได้ระยะทางสั้น ๆ ทุกวัน
โดยอาจเดินแถว ๆ บ้านเพื่อให้ร่างกายมีแรง
การออกกำลังกายจะช่วยเตรียมความพร้อมให้ร่างกายของแม่ได้
แม่อาจเข้าคอร์สโยคะสำหรับคนท้อง หรือเต้นแอโรบิคในน้ำก็ดีต่อคนท้องเช่นกันค่ะ
6. อาบน้ำอุ่นผ่อนคลาย
แม่ท้องอาบน้ำอุ่นหรือนอนแช่น้ำอุ่น
ก็จัดเป็นสุดยอดการผ่อนคลายสำหรับคุณแม่
เนื่องจากความอุ่นและคุณสมบัติในการพยุงตัวของน้ำ
ช่วยปลอบประโลมและผ่อนคลายร่างกายที่ตกอยู่ในสภาพเครียดสุด ๆ
ได้เป็นอย่างดี ลดความปวดเมื่อยร่างกายคนท้อง
ทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้สะดวก แต่ก็จะต้องคอยระวังนะคะ
หากน้ำมีอุณหภูมิสูงหรือนอนแช่น้ำที่ร้อนเกินไป
จะส่งต่ออาการความดันสูงขึ้นอย่างฉับพลันได้
แถมยังส่งผลต่อผิวหนัง ทำให้ผิวคุณแม่แห้งและมีอาการคัน
จะเกิดปัญหาริ้วรอย หรือการแตกลายของผิว
7. สามีดูแลใกล้ชิด คอยให้กำลังใจอย่าให้ห่าง
รวมถึงการถูกสัมผัสจากสามีการสัมผัสที่ปลอบประโลมจากสามีช่วยได้มากในยามที่แม่รู้สึกป
วดแทบขาดใจ ดังนั้นหัดให้สามีเรียนรู้เทคนิคการนวดตั้งแต่ที่คุณแม่เริ่มตั้งครรภ์
คุณสามีจะได้ช่วยนวดให้ได้ในช่วงใกล้คลอดและให้คอยอยู่เคียงข้างคุณแม่ตลอดเวลา
มีส่วนช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายได้
8. เมื่อใกล้คลอด คุณแม่ต้องเตรียมตัวตลอดเวลา
การเตรียมตัวที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่งค่ะ คุณแม่ต้องหมั่นสังเกต
อาการน้ำเดิน น้ำคร่ำแตก เจ็บท้องเตือน จะได้รู้ตัวว่า
ใกล้ถึงเวลาคลอดแล้ว ที่สำคัญไม่ว่าคุณแม่จะคลอดธรรมชาติหรือจำเป็นต้องผ่าคลอด
ก็ขอให้คุณแม่มั่นใจและปล่อยให้มันเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของตัวแม่และลูกในท้องสุดท้ายนี้
หวังว่าบทความจะเป็นประโยขน์ให้กับคุณแม่ๆได้บ้างและขอให้ลูกน้อยคลอดง่ายๆ สุขภาพแข็งแรงทั้งแม่ลูกนะคะ…

7 นาทีพาแม่ออกกำลังกาย ด้วยวิธีง่ายแสนง่าย

หุ่นดีใครๆก็อยากมีแต่ติดตรงที่ปัจจัยหลายๆอย่างของชีวิตคนเมืองที่ต้องเร่งรีบตลอดเวลา
วันนี้เราจะมาแนะนำว่าวิธีออกกำลังกายที่ง่ายและสะดวกใช้เวลาแค่ 7 นาทีมาฝาก
เพื่อนให้หนุ่มๆที่ไม่มีเวลาทั้งหลายได้ฟิตหุ่นและสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตัวเอง Chris Jordan
ผู้อำนวยการด้าน Exercise Physiology แห่ง Human Performance Institute in Orlando กล่าวว่า
มีหลักฐานที่พิสูจน์ว่าการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงจริงจังในช่วงระยะเวลา 7 นาทีนี้
ช่วยให้ประโยชน์กับร่างกายได้มาก โดยใช้เวลาเพียงน้อยนิดมาดูวิธีการออกกำลังกาย 7
นาทีดีกว่าว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
1. Jumping Jacks – กระโดดตบขึ้นลง 30 วินาที
2. Wall Sit – ย่อตัวทำท่านั่งเก้าอี้อากาศขึ้นลง 30 วินาที
3. Push-up – ดันพื้นหรือวิดพื้นขึ้นลง 30 วินาที
4. Abdominal Crunch – ซิตอัพขึ้นลง 30 วินาที
5. Step-up onto Chair – ก้าวขึ้นลงเก้าอี้ 30 วินาที
6. Squat – ย่อตัวลงในท่ากระโดดไกลขึ้นลง 30 วินาที
7. Triceps Dip on Chair – ดันข้อขึ้นลงบนเก้าอี้ 30 วินาที
8. Plank – ดันข้อขึ้นลงกับพื้นในลักษณะนอนราบคว่ำหน้า งอข้อศอก 30 วินาที
9. High Knees Running in Place – ยกเข่าในท่าวิ่งสูง ขึ้นลงสลับ 30 วินาที
10. Lunge – ย่อเข่าสลับขาขึ้นลง 30 วินาที
11. Push-up and Rotation – ดันพื้นหันข้าง สลับด้านซ้ายขวาโดยใช้มือเดียวยันพื้น 30 วินาที
12. Side Plank – ดันพื้นค้างไว้ หันข้างลำตัว สลับด้านโดยให้ข้อศอกงอ 30 วินาที
อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายแบบนี้ต้องอาศัยความจริงจัง ต่อเนื่อง และออกแรงเต็มที่
ไม่อย่างนั้นผลที่ได้ก็จะไม่ได้ตามที่คุณต้องการ การออกกำลังกาย 7 นาทีหากคุณมีความพยายาม
ฝันก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะ!…

โรคไตในเด็ก ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

เรามักเข้าใจผิดว่า โรคไตจะเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริง โรคไต
เป็นโรคที่พบได้ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือเด็กแรกเกิดที่มีโอกาสเป็นโรคไตได้เช่นกัน
และมันคงไม่ดีแน่หากปล่อยให้ลุกลามใหญ่โตดังนั้น โปรดเข้าใจเสียใหม่ว่าใครก็เป็นโรคไตได้
แม้สาเหตุหลักของ โรคไต มาจากการรับประทานอาหารในปริมาณมากเกินไป
หรือรับประทานอาหารในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมจนส่งผลให้ไตทำงานหนัก
เพราะสำหรับเด็กเล็กแล้ว โรคไต อาจมาจากสาเหตุอื่นๆ อาทิเช่น
ความผิดปกติของโครงสร้างไตและระบบทางเดินปัสสาวะตั้งแต่กำเนิด, ภาวะเนื้อไตผิดปกติ,
ภาวะไตอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ลำคอหรือผิวหนัง,พันธุกรรม และ โรคเอสแอลอี เป็นต้น
โดยลักษณะอาการของผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตจะปัสสาวะผิดปกติ เช่น เป็นฟอง สีแดงหรือสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ
ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะออกกระปริบกระปรอยบางรายจะออกมากหรือน้อยกว่าปกติ
เช่นเดียวกับอาการบวมตามใบหน้า หนังตา ขา หรือบวมทั่วตัว และอาการอื่นๆ เช่น ซีด เหนื่อยง่าย หรือตัวเล็ก
ซึ่งอาการของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคไตด้วย
แต่โดยรวมจะมีอาการดังที่บอกข้างต้น อย่างไรก็ตาม หากคุณพ่อคุณแม่พบเห็นสัญญาณเพิ่มเติม
อาทิเช่น เป็นไข้สูง ปัสสาวะขัด หรือ ปวดท้องน้อย
ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์
เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้องโดยทันทีถ้าปล่อยทิ้งไว้หรือไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที
เด็กอาจเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง ทำให้เด็กเจริญเติบโตช้าส่วนวิธีการป้องกันก็ไม่ยากเย็นอะไร
เพราะโรคไตหลายชนิดสามารถป้องกันได้ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น
ไม่กลั้นปัสสาวะ ควบคุมน้ำหนัก เลี่ยงอาหารเค็มจัดหรือหวานจัด
และหากพบสัญญาณบ่งบอกว่าเด็กอาจเป็นโรคไตขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ก็ควรสังเกตอาการของลูกน้อย
หากพบความผิดปกติหรือลักษณะอาการของโรคไตควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย
และแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไตทันทีอย่าปล่อยไว้เรื้อรังเด็ดขาด
ขณะเดียวกันก็ควรรักษาสุขอนามัยในการถ่ายปัสสาวะทำความสะอาดทุกครั้งหลังปัสสาวะ ไม่กลั้นปัสสาวะ
ดื่มน้ำให้เพียงพอ และไม่ควรซื้อยากินเองเนื่องจากโรคไตมีหลายชนิด
และยารักษาโรคเองก็มีหลากหลายสรรพคุณซึ่งอาจมีผลกระทบกับไตของเด็ก
เช่นเดียวกับการรักษาสุขภาพ
หากิจกรรมให้ลูกน้อยได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
พร้อมทั้งฝึกวินัยการกินอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปด้วย
และอย่าให้ร่างกายขาดน้ำ เพราะจะส่งผลให้ไตทำงานหนักนั่นเอง
หากคิดว่าร่างกายขาดน้ำ ให้ดื่มเกลือแร่ทดแทนทันที…

วิธีล้างจมูก และดูดน้ำมูกให้หายใจโล่งสบาย

ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงปลายฝนต้นหนาว เด็ก ๆ มักจะป่วยได้ง่าย เป็นหวัด หายใจฟืดฟาด
ดังนั้นการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะช่วยทำความสะอาดโพรงจมูก
ลดการสะสมของเชื้อโรค การล้างจมูกสามารถทำได้ทุกวัน
โดยผู้ปกครองระวังเรื่องแรงดันที่มากเกินไปขณะที่ฉีดน้ำเกลือล้าง
ดังนั้นวิธีการในการล้างจมูกมีข้อควรระวังและวิธีการสำหรับแต่ละวัย
ซึ่งสามารถล้างได้ตั้งแต่ช่วงทารก
การล้างจมูก กำจัดน้ำมูกในทารก มีด้วยกัน หลากหลายวิธี
ตามปริมาณน้ำมูก และอายุของทารก ได้แก่
1. การหยอดน้ำเกลือ ทำได้โดยหยอดน้ำเกลือ (Normal saline) เข้าไปในรูจมูก
ข้างละ 2-3 หยด เพื่อให้น้ำมูกที่เหนียวข้นและแห้งติดจมูกอ่อนตัวลง
ไม่แห้งกรัง เหมาะกับเด็กเล็กที่มีปริมาณน้ำมูกไม่มาก
โดยหลังจากหยอดน้ำเกลือแล้ว หากมีปริมาณน้ำมูกน้อยควรเช็ดจมูก
เอาน้ำมูกออกด้วยไม้พันสำลี แต่หากมีปริมาณน้ำมูกมาก ควรดูดน้ำมูกออก
ด้วยลูกยางแดงหรือเครื่องดูดต่อกับอุปกรณ์ดูดน้ำมูก
2. การพ่นจมูก เป็นการกำจัดน้ำมูก โดยใช้อุปกรณ์พ่นน้ำเกลือแบบสเปรย์
เหมาะกับเด็กเล็กที่มีปริมาณน้ำมูกน้อย ไม่เหนียวข้นมาก
มีข้อดีคือสามารถพกพาไปในที่ต่างได้สะดวก
3. การล้างจมูกด้วยกระบอกฉีดยา
เป็นการล้างจมูกที่สามารถทำได้โดยใช้น้ำเกลือ
จึงเหมาะกับการกำจัดน้ำมูกปริมาณมากที่ติดอยู่ในโพรงจมูก
แบ่งตามอายุได้ดังนี้คือ
เด็กทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน หรือมากกว่า 6 เดือนแต่ไม่ร่วมมือในการล้าง
มีขั้นตอนดังนี้
– ให้เด็กนอนในท่าศีรษะสูง เพื่อป้องกันการสำลัก
– สอดปลายกระบอกฉีดยาเข้าไปในรูจมูกข้างที่จะล้าง
โดยให้ปลายกระบอกฉีดยาชิดด้านบนรูจมูก
ค่อย ๆ ฉีดน้ำเกลือเข้าไปในจมูกครั้งละประมาณ 1-5 CC
หรือปริมาณมากที่สุดเท่าที่เด็กจะทนได้
– ใช้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกในจมูกออก
สำหรับเด็กทารกอายุมากกว่า 6 เดือน ที่เคยล้างจมูกมาก่อน
สามารถให้ความร่วมมือได้ดี มีขั้นตอนดังนี้
– ให้เด็กอยู่ในท่านั่ง ก้มหน้าเล็กน้อย
– สอดปลายกระบอกฉีดยาเข้าไปในรูจมูก
– ฉีดน้ำเกลือเข้าไปในจมูกครั้งละประมาณ 1-5 CC
หรือปริมาณมากที่สุดเท่าที่เด็กจะทนได้
จนน้ำเกลือและน้ำมูกไหลออกมาทางจมูกอีกข้างหนึ่ง
– ล้างซ้ำได้หลาย ๆ ครั้ง จนไม่มีน้ำมูกออกมา
หมายเหตุ:
หากสวมจุกล้างจมูกไว้ที่ปลายกระบอกฉีดยา
ก็จะสามารถเพื่อป้องกันปลายกระบอกฉีดยาทิ่มที่ผนังกั้นจมูกได้ ทำให้ล้างจมูกได้ง่ายขึ้น
การล้างจมูกด้วยขวดบีบขนาดใหญ่ ไม่แนะนำให้ใช้กับเด็กทารก เพราะมีแรงดัน และปริมาณน้ำเกลือเยอะ
อาจสำลักได้ง่าย
การล้างจมูกเด็กเล็กวัยทารก ควรใช้กระบอกฉีดยาขนาดเล็กไม่เกิน 5 CC ปริมาณน้ำเกลือน้อย
เว้นช่วงให้เด็กหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้สำลัก…

เตรียมรับมือให้ดีสำหรับคุณแม่หลังคลอด

คุณแม่ หลังคลอด อาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่า
ร่างกายจะต้องเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้างหลังคลอดลูกแล้ว ก็อย่างที่รู้ๆ
กันนั่นแหละว่า การตั้งครรภ์มีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของเราขนาดไหน
ฉะนั้น ถ้าคุณเพิ่งจะคลอดบุตรได้ไม่นาน
ก็เตรียมตัวพบกับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายพวกนี้เอาไว้ได้เลย
หนาวสั่น
อาการหนาวสั่นจะเกิดขึ้นได้ทันทีหลังคลอด
และอาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านของการคลอดในระยะต่างๆ
ซึ่งผู้หญิงบางคนอาจสังเกตเห็นหัวเข่าสั่นอย่างเอาเป็นเอาตายหลังคลอดลูกคนแรกออกมา
และรู้สึกหนาวสะท้านมากๆ ในช่วงที่พยาบาลผดุงครรภ์กำลังเย็บแผลให้
ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะฮอร์โมนการตั้งครรภ์
ซึ่งเป็นฮอร์ที่ทำการสะสมน้ำเอาไว้ร่างกาย เพื่อคอยทดแทนการเสียเลือด
ที่เคยมีอย่างมากมายก่อนหน้านี้ จะลดลงอย่างรวดเร็ว
จึงทำให้คุณแม่เกิดอาการหนาวสั่น หลังคลอดประมาณ 2-3 วัน
หรืออย่างช้าก็ไม่เกิน 6 สัปดาห์
เหงื่อออกมาก
นี่เป็นวิธีที่ร่างกายระบายของเหลว ที่เกิดจากการตั้งครรภ์ออกจากร่างกาย
ซึ่งอาจมีของเหลไหลออกมาจากเต้านมของคุณด้วย
นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเลือดออกหลังคลอดต่อไปอีกประมาณ 6 สัปดาห์ด้วย
โดยปกติแล้ว อาการปัสสาวะเล็ด อาการเหงื่อออกในตอนกลางคืน
และการที่ต้องคอยดูแลลูกน้อย ที่มักจะฉี่ออกมาบ่อยๆ
จะทำให้คุณต้องตื่นขึ้นมาแบบตัวแฉะไปประมาณสองสัปดาห์ ฉะนั้น
เตรียมผ้ากันเปียกที่นอนเอาไว้ซะ การใช้ผ้าขนหนูหลายๆ
ผืนปูนอนก็อาจช่วยคุณได้เหมือนกัน
ความเจ็บปวดหลังคลอด
อาการเจ็บปวดหลังคลอด มักเกิดจากการบีบรัดตัวของมดลูก
ให้กลับไปอยู่ในขนาดปกติ และอาการเจ็บปวดจะยิ่งรุนแรงขึ้น
ถ้าคุณคลอดบุตรหลายครั้ง
นอกจากนี้คุณอาจรู้สึกเจ็บปวดอย่างมากในขณะให้นมลูก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ
อาการเจ็บปวดแบบนี้จะเกิดขึ้นประมาณ 5-7 วัน แต่มีรายงานว่า
ผู้หญิงบางคนที่มีลูกเยอะๆ จะมีอาการเจ็บปวดหลังคลอด
จากการคลอดลูกคนที่สาม คนที่สี่ หรือคนที่ห้า
จะมีความเจ็บปวดรุนแรงยิ่งกว่าตอนเจ็บท้องก่อนคลอดซะอีกนะ ฉะนั้น
คุณแม่ลูกดกทั้งหลาย ก็ควรเตรียมตัวพบกับความเจ็บปวดเช่นนี้เอาไว้ด้วย
ปัสสาวะเล็ด
คุณแม่หลังคลอดมักจะมีอาการปัสสาวะเล็ด หรือปัสสาวะรดกางเกงได้บ่อยๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากระโดดเชือก หรือแม้แต่เวลาเดินขึ้นบันได
สาเหตุก็เกิดจากแรงกดของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
ในระหว่างการอุ้มท้องและการคลอดบุตร เกิดความอ่อนแอลง
ทำให้ร่างกายควบคุมกระเพาะปัสสาวะได้ยาก
ถึงแม้ว่าอาการเช่นนี้มักจะขึ้นกับคุณแม่ที่คลอดเองตามธรรมชาติ
แต่คุณแม่ที่ใช้วิธีผ่าตัดคลอด ก็มีโอกาสจะมีอาการแบบนี้ได้เหมือนกัน
โชคดีที่อาการแบบนี้จะหายไปเอง หลังคลอดสองสามสัปดาห์
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ออกกำลังกาย
เพื่อให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมีความแข็งแรงขึ้น ทั้งในช่วงก่อนและหลังคลอด
เพื่อช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะหลังคลอด
รอยแตกลายอาจจะอยู่แบบถาวร
ในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่ คุณแม่หลายคนจะสังเกตเห็นว่า
มีรอยแตกลายเกิดขึ้นบริเวณท้อง บั้นท้าย เต้านม และต้นขา
และถึงแม้ว่ารอยแตกลายพวกนั้น จะดูลดเลือนลงหลังคลอด
แต่รอยแตกลายพวกนั้นก็จะไม่หายไป
ซึ่งปัญหานี้ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ทำใจไม่ค่อยได้ แต่ไม่ว่าคุณจะรู้สึกยังไง
ก็ไม่มีทางที่จะลบรอยแตกลายพวกนั้นได้ ทางที่ดีคุณจึงควรทำใจยอมรับมันซะ
มองรอยแตกลายนั้นให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จอย่างหนึ่งในชีวิตก็แล้วกันนะ
มีอาการริดสีดวง
ก็เหมือนกับที่การตั้งครรภ์ส่งผลต่อกระเพาะปัสสาวะ
จนทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัวนั่นแหละ อาการเช่นนั้นก็อาจเกิดขึ้นกับทวารหนัก
และทำให้เกิดปัญหาริดสีดวงขึ้นมาได้ด้วย
ถึงแม้คุณจะไม่รู้สึกถ้ามีริดสีดวงเกิดขึ้นภายใน
แต่คุณอาจสังเกตเห็นริดสีดวงที่เกิดขึ้นภายนอกได้ เวลาที่คุณใช้กระดาษชำระ
หรือตอนถ่ายอุจจาระ ถ้าอาการริดสีดวงทำให้คุณรู้สึกเจ็บ
ก็อย่าลังเลที่จะไปพบคุณหมอ
ซึ่งคุณหมอจะแนะนำการรักษาที่จะช่วยให้คุณคลายความเจ็บปวดลงได้
มีอาการท้องผูก
ฮอร์โมนการตั้งครรภ์ อาจทำให้ระบบทางเดินอาการทำงานช้าลง
ส่งผลให้คุณแม่หลังคลอดมีอาการท้องผูกได้
ซึ่งถ้าคุณแม่คนนั้นมีปัญหาริดสีดวงด้วยล่ะก็
ยิ่งจะต้องพบกับความลำบากในการขับถ่าย
เนื่องจากการเบ่งอุจจาระจะยิ่งทำให้เจ็บปวดเข้าไปกันใหญ่
แต่คุณสามารถบรรเทาอาการท้องผูกลงได้ ด้วยการใช้ยาที่ทำให้อุจจาระนิ่ม
และอย่าลืมกินอาการที่มีกากใยเยอะๆ ด้วย
ซึ่งจะช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปได้ง่ายขึ้น คุณควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งๆ
เพราะจะทำให้ถ่ายลำบากได้…