อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 9

พัฒนาการทารกในครรภ์
*ในตอนนี้ลูกจะสูงโดยประมาณ 2 เซนติเมตร แขนและขาของลูกจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและเคลื่อนไหวไปๆมาๆได้แล้ว
*เปลือกตาเริ่มเป็นรูปร่าง (แต่จะยังเปิดตาไม่ได้) รวมทั้งเริ่มเห็นการเจริญเติบโตของหูมากขึ้น
*นิ้วของลูกจะแยกจากกัน ปุ่มฟันเติบโต
*ลูกจะเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้นโดยหันหัว งอนิ้วเท้า และก็เปิดปิดปากน้อยๆของเขา
เตรียมพร้อมร่างกายของคุณ
ขณะนี้ คุณแม่ควรจะให้ความเอาใจใส่กับอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง 
เนื่องจากบางทีอาจเป็นอันตรายต่อลูก รวมทั้งทำให้คุณไม่สบายด้วย 
ดังนั้น ความปลอดภัยของอาหารต้องเป็นสิ่งจำเป็นอันดับหนึ่ง

อาหารที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงระหว่างตั้งครรภ์
*ไข่ดิบหรือดิบๆสุกๆหรืออาหารที่ทำมาจากส่วนผสมดังกล่าว (รวมถึงไอศกรีมบางชนิดและมายองเนส)
*เนื้อสัตว์ ไก่ และปลาที่ปรุงไม่สุก
*ปลาหรือเนื้อสัตว์ดิบในอาหารชนิดต่างๆเช่น ซูชิหรือสเต็กเนื้อที่ไม่สุกดี
อาหารที่อาจเป็นอันตรายต่อลูกมีดังนี้
*นมที่ไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์ ชีสที่ทำจากนมซึ่งไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ หรือโยเกิร์ต
*ตับบด เป็นของกินที่มีจำนวนวิตามินเอมากเกินไปซึ่งบางทีอาจเกิดอันตรายต่อลูกน้อยในท้อง 
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อลิสทีเรีย
*ปลาดาบ, ปลากระโทงแทง, ปลาฉลาม และปลาทูน่า 
ปลาเหล่านี้มีสารปรอทซึ่งอาจทำให้เป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังเติบโตของลูก 
หากคุณอดใจไม่ไหว ให้ทานอย่างมากที่สุด 2 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น…

ปฏิทินการตั้งครรภ์–อายุครรภ์สัปดาห์ 2

พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตามธรรมชาติจะยังไม่รู้ตัว และตรวจปัสสาวะจะยังไม่ขึ้น ขีด 
เพราะว่าฮอร์โมนที่อยู่ในปัสสาวะจะน้อยมาก ในคุณแม่บางท่าน 
อาจพบมีเลือดออกเล็กน้อย จากการเคลื่อนตัว ของตัวอ่อนไปฝังยังผนังมดลูก 
เลือดออกที่เกิดขึ้นนั้น เรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก 
สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จากการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ เช่น 
ทำกิ๊ฟท์(GIFT: gamete intra follopain transfer )
ทำซิ๊ฟ (ZIFT: zygote Intra follopain transfer)
ทำเด็กหลอดแก้ว วันที่ นี้ สูติแพทย์ จะเจาะเลือดดูระดับฮอร์โมน HCG คุณแม่กลุ่มนี้ 
จะทราบดีแล้วว่าตั้งครรภ์หรือเปล่า

การรักษาสุขภาพของคุณแม่
1.
คุณแม่รู้และเข้าใจดีแล้วว่าตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้ว ควรนอนพักผ่อนให้มาก
2.
ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายไม่เครียด
3.
ดูแลเรื่องอาหารให้หลากหลาย ครบ หมู่ เน้นอาหารกลุ่มโปรตีน
4.
ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย แก้วต่อวัน
5.
ออกกำลังกายเบาๆ
6.
รับประทานกรดโฟลิควันละ เม็ด ครั้งหลังอาหารเช้า

คุณแม่ท้องจะต้องน้ำหนักขึ้นเท่าไรจึงพอดี

แม่อาจจะเคยรับรู้คำที่ว่า คุณแม่ท้องจะต้องมีน้ำหนักตัวเพิ่ม ตามเกณฑ์” ใช้ไหมค่ะ 
รู้ไหมคะว่า เพราะเหตุใดการที่คุณแม่มีน้ำหนักเพิ่มตามเกณฑ์จึงมีความจำเป็น

การเพิ่มน้ำหนักตัวตามเกณฑ์ ทำให้คุณแม่สามารถลดความเสี่ยงต่อไปนี้ได้ค่ะ 
1.
น้ำหนักตัวเพิ่มน้อยเกินไป จะมีความเสี่ยงที่ลูกน้อยอาจมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำกว่ามาตรฐาน คือน้อยกว่า 2.5 กิโลกรัมค่ะ
2.
น้ำหนักตัวเพิ่มมากเกินไป อาจจะส่งผลให้คุณแม่ท้องปวดหลัง และเส้นเลือดขอด 
และก็อาจเป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนต่างๆเช่น เบาหวานเนื่องจากการตั้งครรภ์(Gestational Diabetes – GDM)
แล้วก็ความดันโลหิตสูงเนื่องจากการตั้งครรภ์(Pregnancy-induced Hypertension – PIH) นะคะ
3.
มีความเสี่ยงมากขึ้นที่อาจคลอดลูกตัวใหญ่ ซึ่งอาจกลายเป็นคนอ้วนในอนาคต 
นอกจากนี้ อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอดได้อีกด้วยค่ะ
แล้วการเพิ่มน้ำหนักตามเกณฑ์นั้นเป็นอย่างไร มาดูคำตอบด้านล่างนี้นะคะ 
เริ่มจากอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวระหว่างการตั้งครรภ์ ควรจะเป็นดังนี้ค่ะ 
น้ำหนักตัวสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาส แล้วก็ 3 (ช่วง 6-9 เดือน)
โดยขึ้นสัปดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม หรือ 0.7 กิโลกรัม ถ้าหากเป็นลูกแฝดนะคะ 
โดยคุณแม่ต้องวัดดัชนีมวลกาย หรือ BMI ของคุณแม่ก่อนท้องว่าอยู่ในระดับใดก่อนนะคะ

อาหารที่ทารกไม่ควรรับประทาน

การกินอาหารมีหลักอยู่ว่าควรจะรับประทานอาหารครบ 5 หมู่
แล้วก็หมุนเวียนตามรายการแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของสารอาหาร
รวมทั้งสารพิษที่อาจปนเปื้อนมาพร้อมกับของกิน ยกตัวอย่าง เช่น ตับสัตว์ซึ่งมีวิตามินและธาตุเหล็กมาก

ของกินที่เด็กทารกไม่ควรรับประทาน
แนะนำให้เด็กกินสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ผักสีเหลืองซึ่งมีแคโรทีนสูง
รับประทานตลอดทุกวันมักทำให้ผิวหนัง โดยเฉพาะที่ฝ่ามือฝ่าเท้าเหลือง
ซึ่งสีเหลืองนี้ไม่เป็นอันตราย แต่ว่าอาจจะเป็นผลให้มีสีเหมือนสีผิวของผู้ป่วยดีซ่านซึ่งแยกจากกันได้
โดยที่ดีซ่านมีตาขาวเหลืองด้วย งดอาหารพวกนี้สัก 4-5 วัน สีเหลืองจะจางหายไป
และก็เริ่มรับประทานใหม่ได้ ปลาทะเลอาจมีสารโลหะหลักปนเปื้อนอยู่ในเนื้อ เช่น ปรอท ฯลฯ
กินซ้ำอาจมีโลหะหนักสะสมในร่างกายจนเกิดอันตรายได้ ควรจะรับประทานอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง
และก็ให้ดีเอชเอจากเมล็ดป่านแทน

โภชนาการที่ดีของลูกกับอาหารที่ควรทาน:
1. กินอาหารเลือกชนิดอาหารในหมู่เดียวกัน หมุนเวียนสลับกันไป
2. ผู้ที่มีโรคเลือดประจำตัวที่เม็ดเลือดแดงแตกง่าย
มีเหล็กสะสมในร่างกายสูง ต้องเลี่ยงกินอาหารพวกตับและเลือด
3. เลือกบริโภคผักที่ปลอดสาร หรือออร์แกนนิก

โภชนาการที่ดีของลูกกับอาหารที่ไม่ควรทาน:
1. ลองกินอาหารที่สงสัยว่าแพ้ด้วยตนเองที่บ้าน
2. กินอาหารที่ทอดหรือปิ้งจนไหม้เกรียม เพราะเกิดสารก่อมะเร็ง
3. กินอาหารจานเย็น ไม่ผ่านความร้อน
4. กินอาหารสเต็ม หวานและเผ็ดจัด…

จะมั่นใจได้อย่างไร ว่าลูกได้รับน้ำนมที่เพียงพอ

ธรรมดาลูกจะคายหัวนมออกเมื่ออิ่ม แต่บางคราวลูกอาจหยุดดูดระหว่างที่กินนมแม่
ดังนั้นจึงควรให้เวลาลูกตัดสินใจว่าพอหรือเปล่า
วิธีสังเกตุง่ายๆว่าลูกได้รับน้ำนมเพียงพอหรือไม่ คือ
*ลูกมีท่าทางพอใจเมื่อใกล้อิ่ม
*น้ำหนักลูกเพิ่มขึ้นอย่างปกติ โดยในระยะ 3 เดือนแรก
น้ำหนักลูกจะขึ้นประมาณเดือนละ 600-800 กรัม จากนั้นน้ำหนักจะขึ้นในอัตราช้าลง
น้ำหนักจะเป็น 2 เท่าของแรกเกิดเมื่ออายุประมาณ 5 เดือน และเป็น 3 เท่า เมื่ออายุประมาณ 1 ปี
*ลูกนอนหลับได้ดี ไม่งอแง แล้วก็ตื่นขึ้นมาทานนมทุก 2-3 ชั่วโมง
*คุณไม่รู้สึกเจ็บที่เต้านมแล้วก็หัวนมจนเกินไป
*คิดว่าเต้านมโล่งและเบาขึ้นหลังจากให้ลูกกินนม
*ลูกมีสีผิวที่ดีและตึงกระชับโดยเมื่อกดลงไปผิวลูกจะเด้งขึ้น…

คนท้องกับการนอน อีกหนึ่งปัญหากวนจิตใจ

การนอนในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งท้อง
ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์นั้น
คุณอาจเกิดอาการต่างๆเช่น คลื่นไส้ แสบร้อนกลางอก รวมทั้งปัสสาวะหลายครั้ง
ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนซึ่งควบคุมวงจรการเจริญพันธุ์ของหญิง ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้เกิดอาการง่วงซึม
และรู้สึกอยากนอนตอลดเวลา อีกทั้งฮอร์โมนชนิดนี้
ยังมีผลให้คุณรู้สึกหมดแรงมาก และไม่ต้องการทำอะไรเลย
ยิ่งกว่านั้น คุณอาจพบปัญหานอนหลับไม่สบาย ด้วยเหตุว่าอาการเจ็บเต้านม ดังนั้น คุณควรจะฝึกนอนตะแคงซ้าย
เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และให้สารอาหารเข้าสู่มดลูกแล้วก็ทารกในท้อง สาเหตุอีกหนึ่งประการ
ที่ทำให้ท่านปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ คือการขยายตัวของมดลูก ที่ทำให้กระเพาะปัสสาวะถูกกดมากขึ้น
ในการจัดการกับปัญหานี้ คุณไม่ควรดื่มน้ำมากในช่วงค่ำ
และสิ่งที่ควรทำในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์คือ การพักผ่อนให้เยอะที่สุดเท่าที่จะมากได้

การนอนในไตรมาสลำดับที่สองของการมีครรภ์
ในตอนไตรมาสลำดับที่สองของการมีครรภ์ คุณอาจรู้สึกดีขึ้นกว่าในไตรมาสแรก
การนอนหลับดีขึ้น เพราะว่าระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ดังนั้น
คุณอาจเริ่มสร้างนิสัยใหม่ๆที่จะช่วยทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น ได้แก่ การนวดก่อนไปนอน
หรือจัดตารางเวลาการนอนที่สม่ำเสมอ รวมทั้งการนำอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ(เช่น ทีวี แล็ปท็อป รวมทั้งอื่นๆ)
ออกจากห้องนอน คุณยังสามารถปรึกษาแพทย์
ถึงการออกกำลังกายสำหรับคนที่ตั้งท้อง เพื่อช่วยทำให้การนอนหลับดียิ่งขึ้น
แต่ ยังมีปัญหาบางอย่างที่คุณยังต้องเจอ ในตอนสามเดือนนี้ อาจเป็นตะคริวที่ขา กรน แสบร้อนกลางอก
แล้วก็ หยุดหายใจขณะหลับ คุณควรปรึกษาแพทย์ ถ้าคุณคิดว่าอาการพวกนี้
มีผลต่อการนอนของคุณ แพทย์อาจแนะนำการดูแลรักษาบางอย่าง ที่ปลอดภัยในขณะตั้งครรภ์

การนอนในตอนไตรมาสสุดท้าย
ในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ปัญหาการนอนบางทีอาจกลับมา
แล้วก็หนักกว่าในตอนไตรมาสที่หนึ่งแล้วก็สอง คุณอาจพบว่า นอนไม่สนิท
หรือนอนหลับลึกได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง และมักตื่นแต่เช้า นอกจากนี้ หน้าท้องจะขยายขึ้น
และก็ทารกในครรภ์มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น และมีขนาดใหญ่ขึ้น หมอก็เลยแนะนำท่าทางในการนอน
โดยการนอนตะแคงซ้าย และสอดหมอนไว้ระหว่างขา ใต้ท้องและก็ข้างหลัง แทนการนอนราบ
บางคนอาจมีอาการแสบร้อนกลางอก ปัสสาวะมากขึ้น หรือมีอาการขากระตุกร่วมด้วย…

รวมอาหารสำหรับว่าที่คุณแม่ เพื่อพัฒนาการของลูกน้อย – 3

ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกน้อยเติบโตมาเป็นเด็กน่ารัก
ร่างกายแข็งแรง และเลี้ยงง่าย นอกจากนี้ อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
คือการให้ลูกเป็นเด็กฉลาด เรียนรู้เร็ว ซึ่งหากได้รับการดูแลที่เหมาะสม
ก็จะเกิดการพัฒนาทางด้านสมอง สติปัญญา
ความคิดและกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
วิธีทำให้ลูกฉลาดนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างได้
โดยการกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงคลอด
รวมไปถึงพฤติกรรมของคุณแม่ ทั้งการดูแลตัวเอง การออกกำลังกาย การพักผ่อน
และสิ่งสำคัญคือเรื่องของอาหารการกิน เพราะอาหารที่คุณแม่รับประทาน
ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการสร้างอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อย
โดยเฉพาะการเสริมสร้างระบบประสาทและสมอง
วันนี้เราจะมาแนะนำอาหารที่แนะนำให้ว่าที่คุณแม่รับประทาน
เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกมาฝากกัน โดยจะนำเสนอเป็นตอนสุดท้าย
8. ถั่ว
ธัญพืชตระกูลถั่ว ถือเป็นอาหารอีกหนึ่งชนิดที่มีประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็น
ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว มีสารอาหารอย่างโปรตีน ไฟเบอร์ คาร์โบไฮเดรต
วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 รวมถึงธาตุเหล็ก
ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
นอกจากนี้คุณแม่ยังสามารถเลือกรับประทานถั่วประเภทอัลมอนด์ วอลนัท
หรือแม้แต่เนยถั่วได้เช่นกัน ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3
และโปรตีนสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาเซลล์ประสาทและสมองของลูกในครรภ์อีกด้วย
9. อาหารจำพวกแป้งที่ไม่ขัดสี
อาหารประเภทแป้งที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต ข้าวโอ๊ต
เผือก มัน ข้าวโพด ฟักทอง นั้น
ประกอบด้วยสารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเป็นหลัก ซึ่งมีความจำเป็นต่อร่างกาย
เมื่อย่อยสลายจะกลายเป็นกลูโคส ถือเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของสมอง
ช่วยสร้างความจำและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ท้องให้คงที่
10. วิตามินเสริม
คุณแม่ก็สามารถรับประทานวิตามินเสริมได้
หรืออาจเป็นยาบำรุงครรภ์ที่จะทำให้ลูกน้อยในครรภ์ได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบ
ถ้วน เช่น กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินรวม และซิงค์หรือสังกะสี
ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างการพัฒนาสมองของทารก แต่อย่างไรก็ตาม
คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเพื่อความปลอดภัย
การดูแลสุขภาพของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ
เพราะนอกจากจะเป็นการเตรียมพร้อมร่างกายก่อนคลอดแล้ว
ยังเป็นการบำรุงลูกน้อยในครรภ์ให้เติบโตแข็งแรง มีพัฒนาการที่เหมาะสม
และช่วยเสริมสร้างความฉลาดตั้งแต่อยู่ในท้อง ดังนั้น เรื่องอาหารการกินในช่วง 9
เดือนนี้ คุณแม่จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ มีความสะอาด สดใหม่
ที่สำคัญ ควรงดอาหารรสจัด เครื่องดื่มคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ทุกชนิด…

ห่างกันสักพัก! วิธีฝึกลูกน้อยให้แยกจากพ่อแม่บ้าง – ตอนที่ 2

5. ลองฝึกแยกกันช่วงสั้นๆ
เมื่อพ่อแม่อยู่กับลูก อาจลองไปอยู่อีกห้องหนึ่งที่ลูกมองไม่เห็นคุณ
แล้วลองฮัมเพลงหรือส่งเสียงต่างๆ หรือคุยกับลูกคุณ เพื่อให้ลูกรู้ว่าคุณยังอยู่
แม้จะมองไม่เห็นคุณก็ตาม
6. อย่าแอบลูกไปเฉยๆ และพูดความจริงกับลูก
หากคุณต้องออกไปข้างนอก และไม่สามารถพาลูกไปด้วยได้ ให้บอกความจริงกับลูก
ว่าคุณจะออกไปไหน ทำอะไร และจะกลับมาเมื่อไหร่
แม้ว่าลูกน้อยจะงอแงไปบ้างแต่ก็ดีกว่าการที่คุณแอบหนีออกไปเฉยๆ
เพราะจะยิ่งทำให้ลูกกังวลว่าคุณหายไปไหน แล้วไม่แน่ใจว่าจะกลับมาหรือไม่
ซึ่งผลที่ออกมาจะยิ่งทำให้ลูกน้อยติดที่จะอยู่กับคุณมากกว่าเดิม
เพราะความไว้วางใจหายไป และกลัวว่าคุณจะหายไปอีก
7. บอกลาให้สั้น กระชับ ไม่ยืดเยื้อ
ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว คือ ก่อนออกไปทำธุระนอกบ้าน อย่าลืมเผื่อเวลาบอกลาลูกน้อย
แต่ก็อย่าให้ยืดเยื้อ ดึงเวลาจนมากเกินไป
8. บอกลาลูกด้วยท่าทีในแง่บวก
การแสดงออกก็เป็นสิ่งสำคัญ
ความมั่นใจและท่าทีเชิงบวกของคุณจะช่วยให้ความกลัวของลูกลดลง
ถ้าคุณต้องออกไปข้างนอก ให้คุณบอกลาลูกและยิ้มให้กับลูกอยู่เสมอ
เพื่อให้ลูกรู้สึกมั่นใจ เพราะจะรู้สึกถึงอารมณ์ของคุณได้
ถ้าคุณออกจากบ้านด้วยความกระวนกระวาย ลูกก็จะกระวนกระวายเช่นกัน
9. ฝากลูกไว้กับคนที่ลูกคุ้นเคย
เมื่อไหร่ที่ต้องฝากลูกให้กับคนอื่น
ขอให้เขาได้สร้างความคุ้นเคยโดยใช้เวลาร่วมกันกับคุณและลูกก่อนสัก 2-3 ครั้ง
ก่อนที่คุณจะปล่อยให้ลูกอยู่กับคนอื่นตามลำพัง
10. สร้างสิ่งล่อใจ
เมื่อต้องฝากลูกไว้กับคนอื่น ให้เขาลองหากิจกรรมมาเล่นกับลูกคุณ
เพื่อดึงความสนใจขณะที่คุณจะออกจากบ้าน
โดยที่คุณต้องไม่ลืมที่จะบอกลาอย่างกระชับ รวดเร็ว และรีบออกจากบ้านมาเท่านั้น
11. ให้ลูกได้แยกจากคุณบ้าง
หากลูกคุณกำลังคลาน หรือเดินไปห้องอื่น ไม่จำเป็นต้องรีบตามเข้าไปห้าม
แต่ให้แอบดูอยู่ห่างๆ แค่เฝ้าดูความปลอดภัย
เพื่อให้ลูกอุ่นใจกับการลองออกไปสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
12. ให้ลูกมีของชิ้นพิเศษ
เป็นการหาสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นตัวแทนของความอุ่นใจ
ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาตัวโปรด หรือผ้าผืนเน่าที่ลูกไม่สามารถขาดได้
จะทำให้ลูกรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อต้องแยกจากกับคุณ
ลูกจะใช้ของสิ่งนี้เป็นตัวแทนของคุณ เพราะฉะนั้น คุณไม่ควรทิ้งของสำคัญของลูก
ก่อนถึงเวลาอันสมควร…

พิพิธภัณฑ์เด็ก มีอะไรน่าเที่ยวบ้างนะ!

วันหยุดสัปดาห์เป็นเวลาของครอบครัวที่จะได้ใช้เวลาร่วมกัน การเลือกพาเด็ก ๆ ไปพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นทางเลือกที่ดี
เพราจะทำให้ได้ประสบการณ์ใหม่ ได้ทำการทดลอง ฝึกทักษะบางประการด้วยตัวเอง
ซึ่งทางกรุงเทพมหานครก็มีพิพิธภัณฑ์สำหรับเด็เปิดให้บริการที่เขตจตุจักรและมีกิจกรรมให้ทำอย่างหลากหลายดังนี้
1. ลานนิทรรศการภายนอก โดดเด่นด้วย Water Play และสนามเด็กเล่น
2. อาคารทอตะวัน อาคารที่จัดแสดงนิทรรศการที่มีความเหมาะกับเด็กในช่วงอายุ 7-12 ปี
วัยแห่งความสงสัยใคร่รู้
พวกเขาจะได้ฝึกกระบวนการทางความคิดได้อย่างสร้างสรรค์
โดยอาคารทอตะวัน มีทั้งหมด 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 ประกอบด้วย
– Creative Space: ลานสร้างสรรค์ เวทีแสดงผลงานต่างๆ ของเด็กๆ
ที่ไม่จำกัดรูปแบบ มาจากความคิดสร้างสรรค์ของตัวเขาเอง
ช่วยส่งเสริมความกล้า สร้างแรงบันดาลใจและความภูมิใจให้แก่เด็ก
– Creative Science: วิทยาศาสตร์สร้างสรรค์ เรียนรู้ ค้นคว้า ทดลอง
เพื่อต่อยอดความคิด สะกิดต่อมสงสัย เพื่อหาคำตอบในเชิงวิทยาศาสตร์
กิจกรรมการทดลองที่สร้างความรู้ ความเพลิดเพลินและสนุกสนานให้กับเด็กๆ ไปพร้อม ๆ กัน
– Junior Thai Kitchen: ครัวไทยวัยจิ๋ว เรียนรู้กิจกรรมการปรุงอาหาร
เสริมทักษะกระบวนการคิด โดยจะมีเจ้าหน้าคอยอธิบายขั้นตอน อุปกรณ์
และวัตถุดิบในการทำอาหาร รวมทั้งความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเมนูอาหาร
คุณค่าทางโภชนาการ และลักษณะของอาหารไทย
– Dino Detective: นักสืบไดโนเสาร์ ขุดหาจิตนาการ ใต้ผืนดินล้านปี ห้องนี้
จะพาคุณหนูๆ ย้อนกลับไปสู่ยุคดึกดำบรรพ์ เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้
โดยมีเจ้าหน้าที่คอยเกริ่นนำ พร้อมจุดน่าสนใจหลายอย่างเกี่ยวกับไดโนเสาร์

ชั้นที่ 2 ประกอบด้วย
– Our Friends: โลกทั้งผองพี่น้องกัน การเรียนรู้ความแตกต่างช่วยสร้างทัศนคติเชิงบวก
เปิดโลกทัศน์ใหม่ด้วยการเรียนรู้วัฒนธรรมอันหลากหลาย ทั้งประเทศไทย
ประเทศเพื่อนบ้าน และรอบโลก และนิทรรศการพลังเด็กสร้างโลก
– Incredible Me: อัศจรรย์ตัวฉันเอง เพิ่มศักยภาพให้ตัวเอง
เสริมสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกาย ความมหัศจรรย์ของร่างกาย
กระบวนการทำงานของระบบต่างๆ รวมถึงสภาวะทางอารมณ์ การปรับตัวในสังคมอีกด้วย
– Amazing Vision: มุมมองพิศวง การเปิดมิติมุมมองอันหลากหลาย
สร้างความแปลกใหม่ให้กับเด็กๆ กระตุ้นการให้เกิดความสงสัยในการมองเห็น รู้จักสังเกต
สนุกไปกับภาพลวงตา ห้องกระจกมหัศจรรย์ ฯลฯ
– Inventor’s Club: สโมสรนักประดิษฐ์ เป็นห้องที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ
ฝึกฝนความคิดสร้างสรรค์ พร้อมกับเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของการประดิษฐ์
มีกิจกกรมให้ร่วมเล่น คือการสร้างประดิษฐ์ด้วยตัวเอง เด็กๆ น่าจะตื่นตาตื่นใจแน่นอน

ชั้นที่ 3 ประกอบด้วย
– Kid’s Playhouse: ละครโรงเล็ก สร้างจินตานาการ ผ่านบทบาทสมมติ
เป็นเวทีที่จะให้เด็กๆ รวมกลุ่มกันช่วยกันคิดรูปแบบการแสดง
แบ่งบทบาทหน้าที่ จากนั้นเปิดการแสดง โดยมีผุ็ชมเป็นผู้ปกครอง
– Build Our City: สร้างเมืองของเรา เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ
ได้สร้างเมืองจำลองที่น่าอยู่ มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้ต่อการดำรงชีวิต ช่วยส่งเสริมการคิดอย่างเป็นระบบ
โดยมีเจ้าหน้าที่คอยอธิบายองค์ประกอบที่ดีของเมืองควบคู่กันไป
– Wonder Building: สิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ ฝึกฝนความคิดสร้างสรรค์
ในงานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม เปิดโอกาสให้เด็กๆ
ได้รังสรรค์สิ่งก่อสร้างตามจินตนาการให้กลายเป็นจริง
โดยใช้หลักคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์

3. อาคารสายรุ้ง เมืองแห่งจินตนาการ ที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง โดยชั้นที่ 1 ประกอบไปด้วย
– Big Backyard: สวนหลังบ้าน อาณาจักรสำหรับเด็กเล็ก
ภายในจะประกอบด้วยสภาพแวดล้อมจำลอง
ที่จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสของเด็ก เช่น สิ่งมีชีวิตที่ซ่อนอยู่ตามต้นไม้
การฟังเสียง การสัมผัส พร้อมฉากหลังที่เป็นธรรมชาติสีสันงดงาม
– Creative Library: ห้องสมุดสร้างสรรค์ คลังความรู้ สู่การต่อยอดสิ่งใหม่ ๆ
ส่งเสริมให้เด็ก ๆ มีนิสัยรักการอ่าน ใส่ใจใฝ่หาความรู้ พร้อมกิจกรรมให้เด็กๆ
เล่าเรื่องหนังสือที่ตนเองอ่านให้เพื่อน ๆ ฟัง เดินต่อขึ้นไปบนชั้น 2 พบกับ
– เมืองสายรุ้ง: Rainbow Town อาณาจักรที่จะช่วยพาเด็ก ๆ
ออกสู่โลกแห่งจินตนาการ เติมเต็มความฝัน สร้างสรรค์ความสนุกตื่นเต้น
ด้วยการสวมบทบาทในอาชีพต่าง ๆ ภายในเมืองจำลองสุดตระการตา
ส่งเสริมให้เด็กมีความกล้าแสดงออก โดยมีหลายหลายอาชีพตามความชอบ
อาทิ ตำรวจ นักดับเพลิง ช่างเสริมสวย นักบิน ผู้ประกาศข่าว ฯลฯ…

4 ทริคพาลูกนั่งเครื่องบิน แบบแฮปปี้

1. ตุนขนมไปเยอะๆ
แม้จะหนักกระเป๋าและเปลืองพื้นที่เก็บสัมภาระสักหน่อยแต่การตุนขนมและเตรียมของโปรดไปให้ลูกจะเป็นตัวดึงดูด
ความสนใจ และมันจะกลายเป็นเพื่อนแก้เบื่อให้คุณหนูๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากคุณเป็นผู้โดยสาร
คุณอาจใช้เพื่อทำให้เด็กไม่มากวนใจคุณก็ได้
นอกจากขนมแล้ว “อาหารของลูก” ก็สำคัญนะคะ คุณพ่อคุณแม่ควรจะเตรียมไปบ้าง
เพราะเดี๋ยวนี้ก็มีอาหารสำเร็จรูปมากมายไว้สำหรับพกพาเวลาเดินทาง สามารถเลือกซื้อได้ตามความชอบค่ะ
เช่นพวกหมูฝอย หมูแผ่น หมูหวาน ก็พกง่ายแถมอร่อย รับรองช่วยท่านได้แน่นอน
2. เตรียมผ้าอ้อมและเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนไปเยอะๆ
อันนี้เป็นข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครอง ควรเผื่อผ้าอ้อมหรือแพมเพิสไว้มากว่าปกติ 3-5 ชิ้น สำรองไว้ในกรณีที่น้องๆ
เกิดอาการแปรปรวนบนเครื่องบิน จะได้สามารถรับมือกับความเลอะเทอะที่ไม่พึงประสงค์ได้
3. ของเล่นและผ้าห่มสำหรับนอน
หากลูกยังเล็กและติดเปลเด็กมาก อาจทำให้พวกเขาร้องงอแง และไม่ยอมนอนเมื่ออยู่บนเครื่องบิน
ผ้าห่มและของเล่นประจำเปลจะเป็นตัวช่วยที่ดีที่จะทำให้พวกเขาเกิดความคุ้นเคยและนอนหลับได้ดีขึ้น และจะดีมากๆ
ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ใช้ของเล่นชิ้นใหม่ที่ลูกน้อยไม่เคยเห็นหรือยังไม่เคยเล่นมาก่อน
โดยห่อใส่กล่องสวยงามให้ลูกได้ตื่นเต้นดีใจ จะช่วยดึงดูดความสนใจของเขาได้มากขึ้นระหว่างชั่วโมงบินที่ยาวนาน
4. ชาร์จแบตมือถือหรือ Ipad ให้เต็ม
แม้ว่าคุณอยากจะให้ลูกลดการเล่น Ipad มากแค่ไหน แต่เวลานี้ต้องยอมอนุโลมให้หนูน้อยได้มีเพื่อนเดินทางเป็น Ipad
กันก่อนนะจ๊ะ เพราะมันเปรียบเหมือนอัญมณีอันล้ำค่าของเด็กๆ ในชั่วโมงบินที่ยาวนาน และเป็นตัวช่วยให้เด็กๆ
ไม่ร้องไห้ก่อกวนคนอื่นอีกด้วย คุณอาจจะดาวน์โหลดเกมง่ายๆ หรือสื่อการสอนที่น่าสนใจ
และให้พวกเขาใส่หูฟังดูไปในขณะที่นั่งเครื่องบิน จะช่วยให้เด็กๆ อยู่กับที่ได้นานจนกว่าพวกเขาจะเบื่อเลยล่ะ…