โรคหัดในเด็ก ภัยร้ายที่มาพร้อมหน้าหนาว

เข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยยังต้องคอยระวังกันต่อเนื่อง
เพราะช่วงเวลานี้ยังถือเป็นช่วงเวลาที่อันตรายสำหรับลูกน้อยจากบรรดาเชื้อไวรัสต่างๆ
ที่บางรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียวหนึ่งในโรคที่อันตรายที่สุดในฤดูฝน ย่อมหนีไม่พ้น “หัด”
โรคร้ายที่ไม่สามารถทำเป็นหัดเล่นๆ ได้เพราะถือเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กเล็ก
และสามารถแพร่ระบาดได้ทุกฤดูกาล แต่รุนแรงในช่วงฤดูหนาว
แล้ว “หัด” คืออะไร? หัด คือ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจผู้ป่วยจะเกิดผื่นขึ้นตามผิวหนังพร้อมเป็นไข้ร่วมด้วย
เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มพารามิคโซไวรัสสามารถแพร่เชื้อและติดต่อกันได้ผ่านทางอากาศหรือการสัมผัสน้ำ
มูกน้ำลายของผู้ป่วยโดยตรงโดยเชื้อไวรัสจะเข้ามาทางระบบทางเดินหายใจ
ก่อนแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย โรคหัดถือเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คน
โดยไม่พบการแพร่เชื้อดังกล่าวในสัตว์ ส่วนใหญ่มักเกิดในเด็กเล็ก
รวมทั้งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กแม้จะมีวัคซีนฉีดป้องกันโรคแล้วก็ตาม
ทั่วไปแล้ว อาการของโรคหัดจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับเชื้อไปแล้ว 14 วัน
ซึ่งลูกน้อยของคุณจะมีอาการเป็นไข้ตัวร้อนในระยะเริ่มแรก
มาพร้อมอาการน้ำมูกไหล ไอบ่อย เจ็บคอ ตาเยิ้มแดงและมีตุ่มคอพลิค หรือตุ่มแดงที่มีสีขาวเล็กๆ
ตรงกลางขึ้นในกระพุ้งแก้มจากนั้นเมื่อลูกน้อยออกอาการได้ 3-5 วัน
ลูกน้อยจะเริ่มมีผื่นขึ้นตามร่างกาย ซึ่งคล้ายผื่นคันตามผิวหนัง
โดยจะเริ่มขึ้นเป็นจุดบนหน้าผากก่อนแล้วค่อยแพร่กระจายมาที่ใบหน้า ลำคอ มือ และเท้า
แต่จะหายไปเองหลังผ่าน 3-5 วันอย่างไรก็ตาม แม้ โรคหัด
จะสามารถรักษาให้หายเองได้ภายใน 2 สัปดาห์ หากดื่มน้ำวันละ
6-8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย
อยู่ในที่แห้งอุณหภูมิพอเหมาะ เพื่อลดอาการไอบ่อยและเจ็บคอ
และอาจให้วิตามินเอ เสริมให้กับร่างกายแต่ในความเป็นจริงแล้ว
เรายังไม่มีตัวยาหรือวิธีทางการแพทย์ที่ได้รับการระบุว่าสาม
ารถรักษาและกำจัดเชื้อไวรัสของโรคหัดได้อย่างเฉพาะเจาะจง
ดังนั้น ควรป้องกันลูกน้อยตั้งแต่เนิ่นๆด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค
ยิ่งในเด็กเล็กที่มีร่างกายอ่อนแอ
ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ
จากการเป็นแค่โรคหัด อาทิเช่น ท้องเสีย อาเจียน
หูชั้นกลางติดเชื้อ ติดเชื้อที่ตา ตาแดง กล่องเสียงอักเสบ ปอดบวม
หลอดลมอักเสบ หรือกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจอักเสบ
แถมบางรายที่หนักกว่าอาจจะถึงขั้นพบโรคร้ายแรงอย่าง
ไวรัสตับอักเสบ ตาเหล่ ตาบอด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและระบบประสาท
รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้สมองเกิดความผิดปกติด้วย
จึงเป็นอีกหนึ่งโรคที่ประมาทไม่ได้เลย

Posted in แม่และเด็ก.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *