อาการรุนแรงในเด็กที่ไม่ควรชะล่าใจ

อาการน้ำมูกไหล ปวดท้อง มีผื่นขึ้น มักเป็นอาการที่เกิดขึ้นในเด็กแทบจะทุกคน
แต่หากมีอาการที่รุนแรงบางอย่างที่จะนำไปสู่อันตราย เช่น ในตอนกลางดึก ลูกมีไข้สูงมาก คอแข็ง ก้มศีรษะไม่ได้
คุณพ่อคุณแม่ควรตัดสินใจทำอย่างไร ควรพาลูกไปโรงพยาบาลแผนกฉุกเฉินในตอนกลางดึก
หรือควรโทร.ไปปรึกษาแพทย์กลางดึก หรือควรรอให้ถึงเวลาเช้าก่อนดี
หากลูกมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่ร่าเริงแจ่มใสเหมือนปกติ
คุณพ่อคุณแม่อาจโทรศัพท์ไปปรึกษาที่โรงพยาบาลว่าควรทำอย่างไรดี
จากสถิติของโรงพยาบาลเด็กในรัฐโคโรลาโด พบว่า จาก 590 สายที่โทร.เข้ามาขอคำปรึกษา 20%
ถูกส่งตัวเข้าแผนกฉุกเฉิน 30% มาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาในตอนเช้า และอีกครึ่งหนึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน
แต่คำแนะนำที่ฉลาด คือ กันไว้ดีกว่าแก้ เราควรไว้ใจสัญชาตญาณของเรา
การพาลูกเข้าโรงพยาบาลแผนกฉุกเฉินเป็นเรื่องธรรมดา และหากไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ก็ยังดีกว่าที่เราจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
อาการที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นอาการที่เราไม่ควรมองข้าม และควรไปพบแพทย์ทันที หรือเข้าแผนกฉุกเฉิน
อาการอันตรายหลายอย่างในทารกจะไม่เหมือนกับเด็กโตดังนั้น ควรศึกษาหาข้อมูลและรายละเอียดอย่างใกล้ชิด
และถามคำถามเพื่อให้หายสงสัยและให้ได้ความกระจ่างจากผู้เชี่ยวชาญ
1.อาการไข้สูงในเด็กโตกว่า 1 ขวบ
หากลูกมีอาการตัวร้อน หน้าแดง ทางโรงพยาบาลมักจะให้ความรู้ผู้ปกครองว่าไม่ให้ดูที่ปรอทวัดไข้อย่างเดียว
แต่ควรดูที่อาการของเด็กด้วย ไข้เป็นอาการป้องกันอย่างหนึ่งของร่างกายเมื่อได้รับเชื้อโรค หากเด็กๆ มีไข้
นั่นหมายความว่า ระบบภูมิคุ้มกันทำงาน โดยมีอาการไข้ประมาณ 100.4 F หรือประมาณ 38 C ในกรณีเด็กวัย
คลานอาจวัดปรอทที่ใต้รักแร้ และเพิ่มเข้าไปอีก 1 F หรือ 1 C เพื่อให้ได้อุณหภูมิที่ถูกต้อง
คุณพ่อคุณแม่อาจให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ในกรณีที่เด็กมีอายุมากกว่า 6 เดือน เพื่อลดไข้
แต่ต้องแน่ใจเสียก่อน และควรปิดจุกให้เรียบร้อยและพ้นมือเด็ก การที่เด็กมีอาการไข้ลดลง ไม่ได้หมายความว่า
ร่างกายได้ต่อสู้กับเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการไข้นั้น จากการศึกษาในนิตยสารทางการแพทย์ของเด็ก พบว่า
ผู้ปกครองมักให้ลูกทานยาลดไข้เมื่อลูกมีไข้ต่ำกว่า 101 F หรือ 38.3 C ซึ่งความจริงแล้วแพทย์เด็กจะ ไม่แนะนำ
หากลูกมีอาการแจ่มใส ทานอาหารได้ ดื่มน้ำได้ ไม่จำเป็นต้องพามาเข้าแผนกฉุกเฉิน
อาการไข้สูงบางครั้งไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน อาการไข้ส่วนใหญ่สามารถรอจนถึงวันพรุ่งนี้ได้
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเด็ก กล่าวว่า ควรพาเด็กมาหาหมอหากเด็กอายุ 2 ขวบ มีอาการไข้สูง 104 F หรือ 40 C
ไม่แจ่มใส และมีไข้ติดต่อกันทุก 4 ชั่วโมงหรือข้ามวัน เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ
ควรได้รับการพบแพทย์หากมีไข้ภายใน 48 ชั่วโมง
2.ปวดศีรษะมาก
เราจะบอกได้อย่างไร ว่า ลูกมีอาการปวดหัวที่รุนแรงจนต้องรีบไปพบแพทย์และรับยาทันทีหรือไม่อาการปวด
หัวที่ไม่เป็นมากมักใช้วิธีทานยาแก้ปวด และพักผ่อน แต่หากลูกมีอาการปวดหัวเป็นเวลาหลายชั่วโมง
หรือปวดมากขึ้น ทานอาหารไม่ได้ หรือมีอาการซึมไม่ร่าเริงแจ่มใสเหมือนเคย ให้โทร.หาแพทย์ทันที
อาการปวดศีรษะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและทันท่วงที หากเด็กไม่สามารถทำกิจกรรมที่เหมือนเดิมได้
และคิดถึงความเจ็บปวดตลอดเวลา การปวดหัวโดยปกติเกิดจากการตึงที่กล้ามเนื้อบริเวณกะโหลกศีรษะ
มากกว่าการเชื่อมโยงกับสมอง แต่อาจมีอาการที่เกี่ยวกับระบบประสาทเช่นอาการสับสน เบลอ มองเห็นไม่ชัด
มีปัญหาในการเดิน อาการเหล่านี้ต้องรับนำส่งโรงพยาบาลทันที อาการปวดศีรษะ ที่มีไข้ อาเจียน
คอแข็งเป็นอาการที่ต้องรีบไปพบแพทย์ เพราะเด็กอาจได้รับการติดเชื้อที่รุนแรง เช่น
เยื่อหุ้มสมองอักเสบซึ่งต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
3.มีผื่นขึ้นมาก
ผื่นที่ขึ้นที่แขน หรือที่เท้าของเด็กโดยปกติแล้วมักเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากเกิดขึ้นทั่วตัว
ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ หากคุณพ่อคุณแม่จับที่ตุ่มเม็ดผื่นที่สีแดง และกลายเป็นสีขาว และกลับเป็นสีแดงอีก
มักไม่น่ากังวลใดๆ ผื่นจากไวรัส หรือผื่นแพ้ รวมทั้งลมพิษมักมีอาการอย่างนั้น หากตุ่มผื่นที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กสีแดง
และมีสีม่วงบนผิวหนังและไม่เปลี่ยนสีเมื่อกด อาจต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะอาจเกิดจากอาการ
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต  โดย เฉพาะเมื่อมีอาการไข้ร่วมด้วย
อาการผื่นนี้อาจปรากฏที่หน้าหลังจากอาการไอ หรืออาเจียนอย่างรุนแรงขึ้นมาระยะหนึ่งได้ ดังนั้น
หากลูกมีผื่นขึ้นสีแดง และสีม่วงเกิดขึ้นทั่วตัวให้ไปพบแพทย์ดีที่สุด อาการผื่นที่ควรไปพบแพทย์โดยด่วน คือ
อาการลมพิษและมีอาการบวมที่ริมฝีปาก หายใจไม่ออก ต้องไปโรงพยาบาลทันที
เพราะอาจหมายถึงอันตรายถึงชีวิตซึ่งเกิดจากการแพ้บางอย่างได้
4.ปวดท้องรุนแรง
เมื่อลูกมีอาการอาหารเป็นพิษ มีแก๊สในกระเพาะ หรือที่เรียกว่า ไข้หวัดใหญ่ลงกระเพาะ
ซึ่งไม่มีวัคซีนในการรักษา ดูอาการจากความบ่อยของการอาเจียน หรือท้องเสีย การอาเจียนและท้องเสีย
ทำให้เสียน้ำในร่างกาย อาการท้องเสียติดต่อกัน 8 ชั่วโมง
และหากมีการอาเจียนร่วมด้วยแล้วอาจทำให้ร่างกายของเด็กเกิดภาวะขาดน้ำได้
ซึ่งการขาดน้ำต้องได้รับการดูแลใกล้ชิดจากแพทย์ เพราะอาจต้องให้น้ำเกลือแทน
5.คอแข็ง
อาการคอแข็งอาจเกิดจาก โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ  และ ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
คุณพ่อคุณแม่อาจวิตกกังวลหากเห็นลูก ยืนตัวตรงคอแข็งทื่อไม่ยอมหันซ้ายหรือขวา
อาการคอแข็งโดยปกติอาจเกิดจากกล้ามเนื้อตึงหรืออักเสบ ดังนั้น ควรดูอาการหลายๆ
อย่างไม่ใช่อาการเพียงอย่างเดียว เช่น หากอาการคอแข็งอย่างเดียวอาจเป็นเพราะนอนตกหมอน
หากเป็นอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะมีอาการไข้และปวดศีรษะร่วมอยู่ด้วย
ซึ่งอาการคอแข็งร่วมกับอาการไข้อาจเกิดจากทอนซิลอักเสบ การไปพบแพทย์จะช่วยคลายกังวลได้

Posted in แม่และเด็ก.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *